จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แจ้งเหตุร้ายจากสำนักงานสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยบอกต่อขณะนี้กำลังมีการระบาดของ กลุ่มมิจฉาชีพ แกล้งทำทีมาขาย สเปรย์ปรับอากาศในรถยนต์ แต่จริงๆแล้ว สารในสเปรย์กระป๋อง นั้นคือ คลอโรฟอร์ม ที่ทำให้ท่านสลบได้ เหตุการณ์ เริ่ม จากเด็กสาววัยรุ่นท่าทางดีมาเคาะกระจกขณะรถจอดหรือรี่เข้ามาขณะท่านกำลังจะ เข้ารถบริเวณลานจอดรถ ตามที่สาธารณะทั่วไป...หากท่านไม่ระวังหรือไขกระจกรถเพื่อพูดคุยด้วย สเปรย์จะถูกฉีดเข้าในรถทันที เมื่อท่านสลบ งัวเงีย สลึมสลือไม่ได้สติ ผู้ชายอีก 2-3 คนจะเข้ามาปลดทรัพย์ หรืออาจทำอันตรายร่างกายของท่านได้เพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกท่าน ขอให้ระวังตัวในทุกย่างก้าว และไม่ประมาทด้วยความปราถนาดี และห่วงใยเสมอ สำนักงานสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกระจายต่อด้วยนะคะเ พื่อความปลอดภัย!! |
ประวัติ ส่วนตัว ข่าว บันเทิง รูป กวนๆ รูปน่ารัก แชท หา เพื่อน และเรื่อง คัน ปาก อยากคุย
น่าสนใจ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้องกันตัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป้องกันตัว แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
Chloroform:คลอโรฟอร์ม
ป้ายกำกับ:
กลโกงมิจฉาชีพ
,
ป้องกันตัว
,
เรื่องสั้น
,
สุขภาพ
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
อุทธาหรณ์สำหรับ..........ทะเลกรุงเทพ
อุทธาหรณ์..........
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่เกิดกับเพื่อนของเพื่อนเราอีกที
เพื่อนเราโทรมาเล่า แล้วก็เอาไปเขียนลงไดอารี่ของเค้า
เราเลยขอคัดลอกมาลงให้อ่านบางส่วนที่นี่อีกทีนึง
เพื่อนเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่านค่ะ
ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เราคัดลอกมาค่ะ
คือเราได้มีโอกาสรู้จัก รุ่นพี่ที่ทำงานของพี่ xxx
พี่คนนี้เป็นคนนิสัยดีแต่เป็นคนรักการทำงานมาก และด้วยการทำงานที่ต้องบินไปมา
ไม่แน่นอนทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวมากนัก
ปีนี้ลูกชายคนเดียวของพี่เค้า คือน้องออม เพิ่งจะสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังที่หลายๆคนอยาก
เข้าในแถบชลบุรีได้ เลยขอพ่อว่า เออ...ขอไป ตปทได้ไหม
แต่เวลาของคุณพ่อก็ไม่มีเลยเชียว ตารางเต็มไปหมดเลยขอผลัดไปปีหน้าแล้วกันนะ
น้องออมก็เลยต้องอยู่บ้านช่วงปิดเทอมพร้อมกับญาติๆ เมื่อต้นเดือนเมย. ญาติๆของน้องออม
อยากไปเที่ยวทะเลกรุงเทพเลยตกลงใจมาเที่ยวที่ทะเลกรุงเทพ
และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้
วันนั้น น้องออมเล่นน้ำกับญาติๆอย่างมีความสุข
ในสวนน้ำขนาดใหญ่ที่พูดกันตรงๆว่า ไม่มีการรักษาความสะอาดเลย
คนมาตำส้มตำ มาปิ้งย่างมา สารพัดจะมาน่ะ
ด้วยความที่เป็น ดช.ร่างกายแข็งแรงร่าเริงก็เล่นโดยไม่คิดอะไร
และค่อนข้างโลดโผนจนน้องเกิดการสำลักน้ำ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ปรกติ
ที่เด็กเล่นน้ำจะสำลักน้ำ ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีจนกระทั่งคืนนั้น
น้องออมมีอาการตัวร้อน และปวดหัว จนเช้าได้มีการทานยาลดไข้ตามปรกติและเช็ดตัว
คุณแม่ได้พาน้องออมไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลภูมิพล
เพราะคิดว่าเป็นไข้ทั่วๆไป ครั้งแรกที่ไปคุณหมอตรวจไม่พบอาการอะไร
จึงให้ยาตามปรกติแล้วกลับมาบ้าน น้องออมกลับมาบ้าน
และทานข้าวทานยาและนอนหลับไปตอน 1 ทุ่ม
ก่อนนอน น้องออมบอกกับคุณแม่ว่า เดี๋ยวหายแล้วกลับบ้านเรานะแม่
( น้องออมมาเที่ยว และพักที่บ้านญาติแถวดอนเมือง)
ใครจะรู้ว่านั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่น้องออมจะหลับไปอย่างไม่มีวันกลับ
เช้าวันนั้นคุณแม่น้องออมมาปลุกตามปรกติ แต่ลูกชายที่รักกลับนอนนิ่งไม่ยอมตื่น
ไม่แม้แต่ขยับเปลือกตาอะไรเลย จึงได้นำสงโรงพยาบาลภูมิพลอีกครั้ง
และครั้งนี้พบว่าน้องออมมป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ
หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บปวด หัวมึนหมุนไปหมด
ญาติก็ทำอะไรไม่ถูก จึงได้โทรติดต่อคุณพ่อน้องออมซึ่งก็ติดภารกิจกว่าจะบินกลับก็อีก2 วัน
ได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้ และส่งข่าวคราวถึงรุ่นน้อง ผองเพื่อนทุกๆคน ซึ่ง 1 ในนั้นคือพี่ xxx และตัวเราด้วย
ทุกคนรุดไปเยี่ยมน้องออม ภาพที่เห็น คือเด็กชายที่เคยวิ่งเล่นร่าเริงสมวัยกลับนอนนิ่ง หน้าอกขยับขึ้นลงช้าๆ ตัวซีดขาว รอบตามีรอบดำคล้ำ
ปากแห้งแตก และมีผ้าพันไว้รอบหัว เพราะน้องออมมีอาการของสมองบวม
เนื่องจากเชื้อร้ายตัวนี้มันเข้าไปทำลาย มันเข้าไปไวมาก และกินสมองน้องไปเรื่อยๆ
สมองน้องจะบวมๆ ต้องผ่าเปิดกระโหลกเพื่อให้สมองได้ขยายตัว
แล้วใจของแม่ที่ไหนจะทานทนได้ ที่ต้องเห็นลูกที่เรารักเลี้ยงดูมา
ไม่เคยให้เจ็บปวดต้องมาโดนหมอเอามีดผ่าลงไปนหัวน้อยๆที่เคยหนุนตักนอน
หนูจะทนได้สักเท่าไร ลูกจะเจ็บมากไหม
ซ้ำร้าย ที่โรงพยาบาลยังบอกว่าเครื่องวัดความดันสมอง
ที่คอยจับเวลาดูในแต่ละชั่วโมง แต่ละวินาที ว่าสมองน้องออม กิดอะไรขึ้น
ซึ่งก็คือการจับดูนาทีชีวิตนาทีต่อนาทีนั่นเอง ของโรงพยาบาลนั้นมีแค่เครื่องเดียว
เครื่องเดียววววว....และ ถ้ามีคนป่วยเข้ามา
ก็ต้องถอดไอ้เครื่องนี้เพื่อไปเสียบคนอื่นแล้วลูกแม่ ล่ะ...จะเป็นยังงัย
เราทุกคนได้โทรติดต่อญาติๆ ที่ทำงานด้านโรงพยาบาลจนเราพบว่า (..อันนี้จำเลยนะคะ)
เครื่องมือที่ว่าเนี่ย มีที่โรงพยาบาลเด็ก เท่านั้น
โรงพยาบาลเอกชนยังต้องมาเช่าจากโรงพยาบาลเด็กไปเลย
ตอนนี้การรักษาเด็กที่โรงพยาบาลเด็กทันสมัยและดีที่สุด (ในเคสหนัก)
มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทุกโรงเลยก็ว่าได้
แต่ไม่สามารถพาน้องย้ายไปได้เนื่องจากน้องได้ทำการผ่าสมองที่นี่แล้ว
โอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมันมากเกินไป และได้ความรู้ใหม่จากคุณหมอด้วยว่า
เด็กคนไข้ที่เป็นไข้สมองอักเสบนี่มากทีเดียวที่โรงพยาบาลเด็ก และมาจาก
ที่สวนน้ำแห่งนี้ ม่น้อยกว่า 10 ราย และเคสคล้ายกันคือ
ไปเล่นน้ำที่นี่แล้วเกิดติดเชื้อมาจากการสำลักน้ำ
จริงๆการติดเชื้อนี้เกิดได้หลายสาเหตุ แต่จากการสำลักน้ำนี่มากที่สุด
แต่ก็นะเด็กกับน้ำนี่ขาดกันไม่ได้ คุณหมอบอกว่าถ้าเลือกได้ให้เลือกสระน้ำเกลือ
เพราะจะมีความสะอาดกว่า ถึงจะไม่ 100% ก็เถอะ หากสระธรรมดา
ยิ่งสระตามโรงแรมที่พักใหญ่ๆ ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง
( พูดถึงสระใหญ่ ในสมอง xxxx พุ้งปรี๊ดถึงโรงแรมดังไฮโซเลยนะเนี่ย แอบคิดแบบชั่วๆ
ให้ลูกคนรวยๆดังๆโดนมั่งจะได้ตื่นตัวกันสักที เพราะจะเอาอะไรมาประกันว่าลูกคนมีเงินมันจะไม่มีเชื้อโรคหึ)
ต่อให้มีเครื่องบำบัดแต่มันก็น้ำเท่านั้นเอง
มันไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค ยิ่งที่ไหนกลิ่นคลอรีนเข้มๆ นี่ทำใจไว้ได้เลย
พยายามอย่าให้เด็กสำลักน้ำเป็นสำคัญ วัคซีนที่เราทุกคนไปฮีดๆกันน่ะ กันได้แค่ 50% เท่านั้น
และที่สำคัญที่สุดคือ เชื้อนี่มีในทุกที่ทุกแห่งและทุกเวลา
ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดตอนไหน จริงๆ ปะเหมาะเคราะห์ร้าย
เกิดมาจ๊ะตอนลูกเราไม่เต็มร้อย ก็เป็นแบบน้องออม
คุณแม่จึงต้องให้น้องออมอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลต่อไป
ต้องนั่งมองลูกชายตัวน้อยที่หลับใหลผ่านกระจก
ต้องคอยหวังว่าจะไม่มีใครมาแบ่งเครื่องนี้จากน้องออมไปใช้
และภาวนาว่าลูกชายจะตื่น และกลับบ้านพร้อมกับแม่คนนี้ นาทีต่อนาทีที่เฝ้าภาวนา
จากนั้นคุณพ่อของน้องออมกลับมา
คุณพ่อน้องออมเป็นผู้ชายร่างใหญ่ที่ปล่อยโฮร้องไห้แบบไม่อายใคร
ในนาทีที่รู้ว่าไม่มีอะไรสามารถช่วยลูกชายได้นอกจาก ปาฏิหาริย์
ถ้าปลดเครื่องช่วยหายใจ นั่นคือ ดวงใจดวงน้อยของพ่อก็จะจากไปไม่มีวันกลับ
งานการที่ทุ่มเททำไปไม่มีประโยชน์อะไรในตอนนี้
ทุกคนยื้อน้องออมสุดชีวิต ในทุกวีถีทางที่จะทำได้
ถ้าตายแทนได้พี่ทำไปแล้ว
คำพูดจากปากคุณพ่อคุณ แม่น้องออม
และสุดท้ายน้องก็จากไปเวลา ตีสอง
รวดเร็วมากเชื้อร้ายนี้ ใช้เวลาเพียง 5 วัน
คร่าชีวิตเด็กน้อยอายุ 10 ปี ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยไปจากร่างอันเป็นสุดที่รัก
คุณแม่น้องออมร้องไห้ราวกับจะขาดใจ
ร้องจนเป็นลม ฟื้นขึ้นมาก็ร้องใหม่ ร้องจนแทบขาดใจ
ส่วนคุณพ่อ ไม่มีน้ำตาเพราะมันตกในไปหมดแล้ว
มันไหลตกอยู่ในใจอย่างเจ็บปวด สวมกอดร่างน้อยๆที่เคยวิ่งเล่นที่เคยพูดคุย
ที่เป็นแก้วตาดวงใจ และจูบเบาๆที่หน้าผากและบอกกับน้องออมว่า
แม่+พ่อรักหนูนะลูก.. และนั่งดูหัวใจค่อยๆลด ค่อยๆลด ไปทีละกราฟ
สิ่งที่ใจหายที่สุดคือไม่มีแม้แต่บอกลาสักคำเดียว
ไม่มีใครคิดว่าการหลับตอน 1 ทุ่มตอนนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นน้องออมหายใจ
ไม่มีลางบอกเหตุ ไม่มีอะไรเลย ....
เราได้ไปร่วมงานศพของน้องที่สัตหีบเมื่อวันพฤหัสที่ 22 เม.ย. 53 ที่ผ่านมา
บรรยากาศเศร้าสลดไปหมด เราไม่สามารถไปรดน้ำน้องได้
กลัวจะร้องไห้ แล้วจะยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ไปกันใหญ่
ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของคุณแม่น้องออม ยิ่งนาทีที่เอาใส่โลงนะ
เสียงเหมือนจะขาด ใจ............ เราได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับพี่เค้าก่อนกลับหลังสวดเสร็จ
พี่เค้าทำเอาเราน้ำตาแตกจนได้กับการที่พี่เค้าเดินไปเคาะที่โลงน้องออม แล้วบอกว่า
หนูได้กลับบ้านแล้ว ลูกจ๋า กลับบ้านเราเถอะนะลูก ... ...
หลับให้สบายนะหลานน้า....
และทุกคน.....เสียใจ จนถึงทุกวันนี้
เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสวนน้ำแห่งนี้ แต่เราไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดกับใคร
รบกวนคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่าน พี่น้องทุกๆคนช่วยกันบอกๆ ต่อกันเยอะๆ นะคะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่เกิดกับเพื่อนของเพื่อนเราอีกที
เพื่อนเราโทรมาเล่า แล้วก็เอาไปเขียนลงไดอารี่ของเค้า
เราเลยขอคัดลอกมาลงให้อ่านบางส่วนที่นี่อีกทีนึง
เพื่อนเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่านค่ะ
ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เราคัดลอกมาค่ะ
คือเราได้มีโอกาสรู้จัก รุ่นพี่ที่ทำงานของพี่ xxx
พี่คนนี้เป็นคนนิสัยดีแต่เป็นคนรักการทำงานมาก และด้วยการทำงานที่ต้องบินไปมา
ไม่แน่นอนทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวมากนัก
ปีนี้ลูกชายคนเดียวของพี่เค้า คือน้องออม เพิ่งจะสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังที่หลายๆคนอยาก
เข้าในแถบชลบุรีได้ เลยขอพ่อว่า เออ...ขอไป ตปทได้ไหม
แต่เวลาของคุณพ่อก็ไม่มีเลยเชียว ตารางเต็มไปหมดเลยขอผลัดไปปีหน้าแล้วกันนะ
น้องออมก็เลยต้องอยู่บ้านช่วงปิดเทอมพร้อมกับญาติๆ เมื่อต้นเดือนเมย. ญาติๆของน้องออม
อยากไปเที่ยวทะเลกรุงเทพเลยตกลงใจมาเที่ยวที่ทะเลกรุงเทพ
และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้
วันนั้น น้องออมเล่นน้ำกับญาติๆอย่างมีความสุข
ในสวนน้ำขนาดใหญ่ที่พูดกันตรงๆว่า ไม่มีการรักษาความสะอาดเลย
คนมาตำส้มตำ มาปิ้งย่างมา สารพัดจะมาน่ะ
ด้วยความที่เป็น ดช.ร่างกายแข็งแรงร่าเริงก็เล่นโดยไม่คิดอะไร
และค่อนข้างโลดโผนจนน้องเกิดการสำลักน้ำ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ปรกติ
ที่เด็กเล่นน้ำจะสำลักน้ำ ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีจนกระทั่งคืนนั้น
น้องออมมีอาการตัวร้อน และปวดหัว จนเช้าได้มีการทานยาลดไข้ตามปรกติและเช็ดตัว
คุณแม่ได้พาน้องออมไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลภูมิพล
เพราะคิดว่าเป็นไข้ทั่วๆไป ครั้งแรกที่ไปคุณหมอตรวจไม่พบอาการอะไร
จึงให้ยาตามปรกติแล้วกลับมาบ้าน น้องออมกลับมาบ้าน
และทานข้าวทานยาและนอนหลับไปตอน 1 ทุ่ม
ก่อนนอน น้องออมบอกกับคุณแม่ว่า เดี๋ยวหายแล้วกลับบ้านเรานะแม่
( น้องออมมาเที่ยว และพักที่บ้านญาติแถวดอนเมือง)
ใครจะรู้ว่านั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่น้องออมจะหลับไปอย่างไม่มีวันกลับ
เช้าวันนั้นคุณแม่น้องออมมาปลุกตามปรกติ แต่ลูกชายที่รักกลับนอนนิ่งไม่ยอมตื่น
ไม่แม้แต่ขยับเปลือกตาอะไรเลย จึงได้นำสงโรงพยาบาลภูมิพลอีกครั้ง
และครั้งนี้พบว่าน้องออมมป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ
หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บปวด หัวมึนหมุนไปหมด
ญาติก็ทำอะไรไม่ถูก จึงได้โทรติดต่อคุณพ่อน้องออมซึ่งก็ติดภารกิจกว่าจะบินกลับก็อีก2 วัน
ได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้ และส่งข่าวคราวถึงรุ่นน้อง ผองเพื่อนทุกๆคน ซึ่ง 1 ในนั้นคือพี่ xxx และตัวเราด้วย
ทุกคนรุดไปเยี่ยมน้องออม ภาพที่เห็น คือเด็กชายที่เคยวิ่งเล่นร่าเริงสมวัยกลับนอนนิ่ง หน้าอกขยับขึ้นลงช้าๆ ตัวซีดขาว รอบตามีรอบดำคล้ำ
ปากแห้งแตก และมีผ้าพันไว้รอบหัว เพราะน้องออมมีอาการของสมองบวม
เนื่องจากเชื้อร้ายตัวนี้มันเข้าไปทำลาย มันเข้าไปไวมาก และกินสมองน้องไปเรื่อยๆ
สมองน้องจะบวมๆ ต้องผ่าเปิดกระโหลกเพื่อให้สมองได้ขยายตัว
แล้วใจของแม่ที่ไหนจะทานทนได้ ที่ต้องเห็นลูกที่เรารักเลี้ยงดูมา
ไม่เคยให้เจ็บปวดต้องมาโดนหมอเอามีดผ่าลงไปนหัวน้อยๆที่เคยหนุนตักนอน
หนูจะทนได้สักเท่าไร ลูกจะเจ็บมากไหม
ซ้ำร้าย ที่โรงพยาบาลยังบอกว่าเครื่องวัดความดันสมอง
ที่คอยจับเวลาดูในแต่ละชั่วโมง แต่ละวินาที ว่าสมองน้องออม กิดอะไรขึ้น
ซึ่งก็คือการจับดูนาทีชีวิตนาทีต่อนาทีนั่นเอง ของโรงพยาบาลนั้นมีแค่เครื่องเดียว
เครื่องเดียววววว....และ ถ้ามีคนป่วยเข้ามา
ก็ต้องถอดไอ้เครื่องนี้เพื่อไปเสียบคนอื่นแล้วลูกแม่ ล่ะ...จะเป็นยังงัย
เราทุกคนได้โทรติดต่อญาติๆ ที่ทำงานด้านโรงพยาบาลจนเราพบว่า (..อันนี้จำเลยนะคะ)
เครื่องมือที่ว่าเนี่ย มีที่โรงพยาบาลเด็ก เท่านั้น
โรงพยาบาลเอกชนยังต้องมาเช่าจากโรงพยาบาลเด็กไปเลย
ตอนนี้การรักษาเด็กที่โรงพยาบาลเด็กทันสมัยและดีที่สุด (ในเคสหนัก)
มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทุกโรงเลยก็ว่าได้
แต่ไม่สามารถพาน้องย้ายไปได้เนื่องจากน้องได้ทำการผ่าสมองที่นี่แล้ว
โอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมันมากเกินไป และได้ความรู้ใหม่จากคุณหมอด้วยว่า
เด็กคนไข้ที่เป็นไข้สมองอักเสบนี่มากทีเดียวที่โรงพยาบาลเด็ก และมาจาก
ที่สวนน้ำแห่งนี้ ม่น้อยกว่า 10 ราย และเคสคล้ายกันคือ
ไปเล่นน้ำที่นี่แล้วเกิดติดเชื้อมาจากการสำลักน้ำ
จริงๆการติดเชื้อนี้เกิดได้หลายสาเหตุ แต่จากการสำลักน้ำนี่มากที่สุด
แต่ก็นะเด็กกับน้ำนี่ขาดกันไม่ได้ คุณหมอบอกว่าถ้าเลือกได้ให้เลือกสระน้ำเกลือ
เพราะจะมีความสะอาดกว่า ถึงจะไม่ 100% ก็เถอะ หากสระธรรมดา
ยิ่งสระตามโรงแรมที่พักใหญ่ๆ ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง
( พูดถึงสระใหญ่ ในสมอง xxxx พุ้งปรี๊ดถึงโรงแรมดังไฮโซเลยนะเนี่ย แอบคิดแบบชั่วๆ
ให้ลูกคนรวยๆดังๆโดนมั่งจะได้ตื่นตัวกันสักที เพราะจะเอาอะไรมาประกันว่าลูกคนมีเงินมันจะไม่มีเชื้อโรคหึ)
ต่อให้มีเครื่องบำบัดแต่มันก็น้ำเท่านั้นเอง
มันไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค ยิ่งที่ไหนกลิ่นคลอรีนเข้มๆ นี่ทำใจไว้ได้เลย
พยายามอย่าให้เด็กสำลักน้ำเป็นสำคัญ วัคซีนที่เราทุกคนไปฮีดๆกันน่ะ กันได้แค่ 50% เท่านั้น
และที่สำคัญที่สุดคือ เชื้อนี่มีในทุกที่ทุกแห่งและทุกเวลา
ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดตอนไหน จริงๆ ปะเหมาะเคราะห์ร้าย
เกิดมาจ๊ะตอนลูกเราไม่เต็มร้อย ก็เป็นแบบน้องออม
คุณแม่จึงต้องให้น้องออมอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลต่อไป
ต้องนั่งมองลูกชายตัวน้อยที่หลับใหลผ่านกระจก
ต้องคอยหวังว่าจะไม่มีใครมาแบ่งเครื่องนี้จากน้องออมไปใช้
และภาวนาว่าลูกชายจะตื่น และกลับบ้านพร้อมกับแม่คนนี้ นาทีต่อนาทีที่เฝ้าภาวนา
จากนั้นคุณพ่อของน้องออมกลับมา
คุณพ่อน้องออมเป็นผู้ชายร่างใหญ่ที่ปล่อยโฮร้องไห้แบบไม่อายใคร
ในนาทีที่รู้ว่าไม่มีอะไรสามารถช่วยลูกชายได้นอกจาก ปาฏิหาริย์
ถ้าปลดเครื่องช่วยหายใจ นั่นคือ ดวงใจดวงน้อยของพ่อก็จะจากไปไม่มีวันกลับ
งานการที่ทุ่มเททำไปไม่มีประโยชน์อะไรในตอนนี้
ทุกคนยื้อน้องออมสุดชีวิต ในทุกวีถีทางที่จะทำได้
ถ้าตายแทนได้พี่ทำไปแล้ว
คำพูดจากปากคุณพ่อคุณ แม่น้องออม
และสุดท้ายน้องก็จากไปเวลา ตีสอง
รวดเร็วมากเชื้อร้ายนี้ ใช้เวลาเพียง 5 วัน
คร่าชีวิตเด็กน้อยอายุ 10 ปี ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยไปจากร่างอันเป็นสุดที่รัก
คุณแม่น้องออมร้องไห้ราวกับจะขาดใจ
ร้องจนเป็นลม ฟื้นขึ้นมาก็ร้องใหม่ ร้องจนแทบขาดใจ
ส่วนคุณพ่อ ไม่มีน้ำตาเพราะมันตกในไปหมดแล้ว
มันไหลตกอยู่ในใจอย่างเจ็บปวด สวมกอดร่างน้อยๆที่เคยวิ่งเล่นที่เคยพูดคุย
ที่เป็นแก้วตาดวงใจ และจูบเบาๆที่หน้าผากและบอกกับน้องออมว่า
แม่+พ่อรักหนูนะลูก.. และนั่งดูหัวใจค่อยๆลด ค่อยๆลด ไปทีละกราฟ
สิ่งที่ใจหายที่สุดคือไม่มีแม้แต่บอกลาสักคำเดียว
ไม่มีใครคิดว่าการหลับตอน 1 ทุ่มตอนนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นน้องออมหายใจ
ไม่มีลางบอกเหตุ ไม่มีอะไรเลย ....
เราได้ไปร่วมงานศพของน้องที่สัตหีบเมื่อวันพฤหัสที่ 22 เม.ย. 53 ที่ผ่านมา
บรรยากาศเศร้าสลดไปหมด เราไม่สามารถไปรดน้ำน้องได้
กลัวจะร้องไห้ แล้วจะยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ไปกันใหญ่
ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของคุณแม่น้องออม ยิ่งนาทีที่เอาใส่โลงนะ
เสียงเหมือนจะขาด ใจ............ เราได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับพี่เค้าก่อนกลับหลังสวดเสร็จ
พี่เค้าทำเอาเราน้ำตาแตกจนได้กับการที่พี่เค้าเดินไปเคาะที่โลงน้องออม แล้วบอกว่า
หนูได้กลับบ้านแล้ว ลูกจ๋า กลับบ้านเราเถอะนะลูก ... ...
หลับให้สบายนะหลานน้า....
และทุกคน.....เสียใจ จนถึงทุกวันนี้
เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสวนน้ำแห่งนี้ แต่เราไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดกับใคร
รบกวนคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่าน พี่น้องทุกๆคนช่วยกันบอกๆ ต่อกันเยอะๆ นะคะ
กุ้งหน้าตาแบบนี้ห้ามกินเด็ดขาดนะคะ..
ระวัง!!! กุ้งลักษณะนี้ไว้ให้ดีนะคะ..ดูคล้าย Mini Lobster แต่...ไม่ใช่ค่ะ !!!
กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร...กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยพยาธินานาชนิด เนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ คงจะพวกพ่อค้าที่ไร้จริยธรรมนั่นแหละที่นำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคจำไว้ให้ดีว่า อย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด และช่วยส่งต่อเรื่อง "กุ้ง Lobster เล็ก" นี้ไปให้เพื่อน ๆ ของคุณที่อาจจะอยากลองทานรับทราบด้วยนะคะ
Please be alert of this food item..it may infect your lung. Do not eat these Mini Lobsters.
These mini crustaceans are literally the garbage cleaners in the sewage treatment plants. The 'dirtier' the water, the fatter these mini lobsters become.Their lungs are full of worms and their flesh saturated with poisonous metals. Unscrupulous merchants somehow found a way to get these marketed to eateries.
Remember :Do not order this dish. Pass this to those friends who may want to try these dangerous 'Mini Lobsters'.
กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร...กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยพยาธินานาชนิด เนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ คงจะพวกพ่อค้าที่ไร้จริยธรรมนั่นแหละที่นำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคจำไว้ให้ดีว่า อย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด และช่วยส่งต่อเรื่อง "กุ้ง Lobster เล็ก" นี้ไปให้เพื่อน ๆ ของคุณที่อาจจะอยากลองทานรับทราบด้วยนะคะ
Please be alert of this food item..it may infect your lung. Do not eat these Mini Lobsters.
These mini crustaceans are literally the garbage cleaners in the sewage treatment plants. The 'dirtier' the water, the fatter these mini lobsters become.Their lungs are full of worms and their flesh saturated with poisonous metals. Unscrupulous merchants somehow found a way to get these marketed to eateries.
Remember :Do not order this dish. Pass this to those friends who may want to try these dangerous 'Mini Lobsters'.
วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันนี้คุณเคาะรองเท้าให้คนที่คุณรักหรือยัง
เรื่องจริงเตือนใจครับ
ผมเพิ่งกลับจากงานศพลูกสาวเพื่อนข้างบ้านมาครับ (อายุ 4 ขวบครึ่ง) เป็นการเสียชีวิตแบบไม่ควรเกิดเลยครับ
เรื่องมีอยู่ว่า...
ตอนเช้าคุณแม่เขาก็ไปส่งลูกไปโรงเรียนตามปกติ แต่แปลกที่ว่าลูกสาวพอขึ้นรถมาสักพักก็บ่นว่า หนูง่วงนอน แม่ก็แปลกใจนิดหน่อยแต่ไม่คิดอะไรมาก เลยให้นอนหลับไป พอใกล้ถึง รร. คุณแม่เขาก็ปลุก ปรากฎว่าลูกตัวแข็ง และปากเขียวคล้ำ ไม่รู้สึกตัว แม่ตกใจมากรีบพาส่ง รพ. คุณหมอบอกว่าเสียชีวิตแล้วจากการสันนิษฐานน่าจะเกิดจาก "งูกัด" คุณแม่บอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเดินออกบ้านมาด้วยกัน ขึ้นรถก็ไม่เห็นงูเลย เชื่อไหมครับ คุณหมอลองถอดถุงเท้าและรองเท้าดู ผมฟังยังขนลุกเลยครับ "ลูกงูเห่านอนตายอยู่ในรองเท้านักเรียนครับ" ผมเสียใจแทนคุณแม่จริงๆครับ คาดว่ามันคงไปขดอยู่ในรองเท้าแล้วน้องเขาใส่เขาไป มันเลยฉก แต่ด้วยความที่มีถุงเท้าอยู่ แล้วเด็กคงเจ็บไม่มาก เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่พิษมันมากครับ ผมอยากฝากเพื่อนๆไว้ครับ บ้านใครที่ ต้น ไม้เยอะๆ หรือวางรองเท้าไว้นอกบ้าน ก่อนใส่เคาะดูสักนิดนะครับผมไม่รู้ว่า โอ กาสแบบนี้จะเกิด 1 ใน 100 หรือเปล่า แต่อยากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ครับ
ผมเพิ่งกลับจากงานศพลูกสาวเพื่อนข้างบ้านมาครับ (อายุ 4 ขวบครึ่ง) เป็นการเสียชีวิตแบบไม่ควรเกิดเลยครับ
เรื่องมีอยู่ว่า...
ตอนเช้าคุณแม่เขาก็ไปส่งลูกไปโรงเรียนตามปกติ แต่แปลกที่ว่าลูกสาวพอขึ้นรถมาสักพักก็บ่นว่า หนูง่วงนอน แม่ก็แปลกใจนิดหน่อยแต่ไม่คิดอะไรมาก เลยให้นอนหลับไป พอใกล้ถึง รร. คุณแม่เขาก็ปลุก ปรากฎว่าลูกตัวแข็ง และปากเขียวคล้ำ ไม่รู้สึกตัว แม่ตกใจมากรีบพาส่ง รพ. คุณหมอบอกว่าเสียชีวิตแล้วจากการสันนิษฐานน่าจะเกิดจาก "งูกัด" คุณแม่บอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเดินออกบ้านมาด้วยกัน ขึ้นรถก็ไม่เห็นงูเลย เชื่อไหมครับ คุณหมอลองถอดถุงเท้าและรองเท้าดู ผมฟังยังขนลุกเลยครับ "ลูกงูเห่านอนตายอยู่ในรองเท้านักเรียนครับ" ผมเสียใจแทนคุณแม่จริงๆครับ คาดว่ามันคงไปขดอยู่ในรองเท้าแล้วน้องเขาใส่เขาไป มันเลยฉก แต่ด้วยความที่มีถุงเท้าอยู่ แล้วเด็กคงเจ็บไม่มาก เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่พิษมันมากครับ ผมอยากฝากเพื่อนๆไว้ครับ บ้านใครที่ ต้น ไม้เยอะๆ หรือวางรองเท้าไว้นอกบ้าน ก่อนใส่เคาะดูสักนิดนะครับผมไม่รู้ว่า โอ กาสแบบนี้จะเกิด 1 ใน 100 หรือเปล่า แต่อยากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ครับ
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ปล่อย ลมยาง .ระวัง! ไว้ด้วย
ถ้าเราเจอ เหตุการณ์แบบนี้กับตัวเราเอง "" สติ "" เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ !!!
กรุณาสละเวลาสัก 2-3 นาที เพื่ออ่านข้อความต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องน่ากลัวและอาจเกิดขึ้นกับเราบางคนได้ ซึ่งดูแล้วก็เหมือนสิ่งดี ๆ ที่คนทำให้แก่กันนั้นสามารถบิดเบือนไปได้เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องหักมุมของการลักพาตัวของผู้ที่รอดตัวมาได้อย่างชาญ ฉลาดเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้า แจกใบปลิวให้กับสตรีทุกคนที่ผ่านเข้าไปข้อความบนใบปลิวนั้นเธอเขียนขึ้นเองโดยเล่าประสบการณ์ที่เธอได้รับเพื่อจะ เตือนสตรีคนอื่น ๆเมื่อวันก่อนหญิงผู้นี้ซื้อของเสร็จก็กลับออกไปที่รถและพบว่ายางรถของเธอแบน เธอจึงเอาแม่แรงออกมาจากท้ายรถและเริ่มลงมือเปลี่ยนยางขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวดีท่าทางเป็นนักธุรกิจ ถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงมาที่เธอและพูดว่า “ ผมสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเปลี่ยนยางรถอยู่ จะให้ผมช่วยไหม ? ” หญิงคนนั้นรู้สึกของคุณมากและยอมรับความช่วยเหลือ ขณะเปลี่ยนยางเขาก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตรเมื่อเปลี่ยนยางเสร็จก็เก็บยางที่แบนและแม่แรงไว้ท้ายรถ หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเขาอย่างมากมาย และขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นว่าเขาทิ้งรถของเขาไว้อีก ด้านหนึ่งของห้างและจะรังเกียจไหมถ้าขออาศัยติดรถไปที่เขาจอดรถไว้ เธอก็นึกฉงนขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามว่าแล้วทำไมรถของคุณถึงได้อยู่อีกด้านหนึ่งของห้าง เขาก็อธิบายว่าเขาพบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานานมากแล้วคนหนึ่งในห้าง พวกเขาก็เลยไปหาอะไรทาน พูดคุยกันสักครู่ ตอนออกมาจากห้างก็ออกผิดทางและตอนนี้เขาก็สายมากแล้ว ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่อยากจะปฏิเสธเพราะเขาเพิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธอเปลี่ยนยางรถ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจ (ออกจะเชื่อความรู้สึกของตนเอง) แล้วเธอก็จำได้ว่าเห็นชายคนนั้นเอากระเป๋าเอกสารของเขาใส่ไว้ท้ายรถของเธอ ก่อนจะปิดท้ายรถและก่อนที่จะขอติดรถไปที่รถของเขา ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงบอกเขาว่าเธอยินดีที่จะขับพาเขาไปเอารถแต่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเธอลืม ซื้อของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอบอกว่าเธอจะใช้เวลา 2-3 นาทีเท่านั้นเอง และขอให้เขานั่งคอยเธอในรถก่อน เธอจะรีบไปรีบมาแล้วเธอก็รีบเข้าไปในห้างและเล่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟังถึง เรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่รปภ.ก็ออกมาที่รถกับเธอแต่ชายคนนั้นไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงเปิดท้ายรถดู เอากระเป๋าเอกสารที่ล็อคอยู่ของชายคนนั้นไปที่สถานีตำรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดดูโดยตั้งใจจะดูว่าเป็นของใครจะได้ติดตามคืนได้ถูก สิ่งที่พบในกระเป๋าคือเชือก เทปกาว และมีดและเมื่อตำรวจตรวจสอบยางที่แบนก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากมันถูกปล่อยลม ออกให้แบน นี่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของชายผู้นั้นอย่างชัดเจนและเขาได้คิดวางแผนไว้ล่วง หน้า หญิงคนนี้โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นอันตรายมาได้ ลองมาคิดดูว่ามันจะเลวร้ายกว่านั้นขนาดไหนถ้าหญิงคนนั้นมีลูก ๆ มาด้วยและต้องนั่งคอยอยู่ด้วยในรถขณะที่ชายคนนั้นเปลี่ยนยาง หรือถ้าหญิงคนนั้นมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องจับให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้เด็กในรถได้โปรดกรุณาส่ง ต่อข้อความนี้ไปให้ผู้หญิงทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านอาจจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ แสงเทียนจะไม่มีวันริบหรี่ถ้าจุดเพิ่มอีกเล่ม ทีแรกข้าพเจ้าว่าจะส่งให้เฉพาะสุภาพสตรี แต่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายถ้าท่านรักแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว เครือญาติที่เป็นผู้หญิงของท่าน กรุณาส่งข้อความนี้ต่อเช่นกัน เพื่อช่วยกันเตือนว่าโลกที่เราอยู่นี้มีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อยู่ มาก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
กรุณาสละเวลาสัก 2-3 นาที เพื่ออ่านข้อความต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องน่ากลัวและอาจเกิดขึ้นกับเราบางคนได้ ซึ่งดูแล้วก็เหมือนสิ่งดี ๆ ที่คนทำให้แก่กันนั้นสามารถบิดเบือนไปได้เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องหักมุมของการลักพาตัวของผู้ที่รอดตัวมาได้อย่างชาญ ฉลาดเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้า แจกใบปลิวให้กับสตรีทุกคนที่ผ่านเข้าไปข้อความบนใบปลิวนั้นเธอเขียนขึ้นเองโดยเล่าประสบการณ์ที่เธอได้รับเพื่อจะ เตือนสตรีคนอื่น ๆเมื่อวันก่อนหญิงผู้นี้ซื้อของเสร็จก็กลับออกไปที่รถและพบว่ายางรถของเธอแบน เธอจึงเอาแม่แรงออกมาจากท้ายรถและเริ่มลงมือเปลี่ยนยางขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวดีท่าทางเป็นนักธุรกิจ ถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงมาที่เธอและพูดว่า “ ผมสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเปลี่ยนยางรถอยู่ จะให้ผมช่วยไหม ? ” หญิงคนนั้นรู้สึกของคุณมากและยอมรับความช่วยเหลือ ขณะเปลี่ยนยางเขาก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตรเมื่อเปลี่ยนยางเสร็จก็เก็บยางที่แบนและแม่แรงไว้ท้ายรถ หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเขาอย่างมากมาย และขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นว่าเขาทิ้งรถของเขาไว้อีก ด้านหนึ่งของห้างและจะรังเกียจไหมถ้าขออาศัยติดรถไปที่เขาจอดรถไว้ เธอก็นึกฉงนขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามว่าแล้วทำไมรถของคุณถึงได้อยู่อีกด้านหนึ่งของห้าง เขาก็อธิบายว่าเขาพบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานานมากแล้วคนหนึ่งในห้าง พวกเขาก็เลยไปหาอะไรทาน พูดคุยกันสักครู่ ตอนออกมาจากห้างก็ออกผิดทางและตอนนี้เขาก็สายมากแล้ว ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่อยากจะปฏิเสธเพราะเขาเพิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธอเปลี่ยนยางรถ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจ (ออกจะเชื่อความรู้สึกของตนเอง) แล้วเธอก็จำได้ว่าเห็นชายคนนั้นเอากระเป๋าเอกสารของเขาใส่ไว้ท้ายรถของเธอ ก่อนจะปิดท้ายรถและก่อนที่จะขอติดรถไปที่รถของเขา ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงบอกเขาว่าเธอยินดีที่จะขับพาเขาไปเอารถแต่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเธอลืม ซื้อของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอบอกว่าเธอจะใช้เวลา 2-3 นาทีเท่านั้นเอง และขอให้เขานั่งคอยเธอในรถก่อน เธอจะรีบไปรีบมาแล้วเธอก็รีบเข้าไปในห้างและเล่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟังถึง เรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่รปภ.ก็ออกมาที่รถกับเธอแต่ชายคนนั้นไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงเปิดท้ายรถดู เอากระเป๋าเอกสารที่ล็อคอยู่ของชายคนนั้นไปที่สถานีตำรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดดูโดยตั้งใจจะดูว่าเป็นของใครจะได้ติดตามคืนได้ถูก สิ่งที่พบในกระเป๋าคือเชือก เทปกาว และมีดและเมื่อตำรวจตรวจสอบยางที่แบนก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากมันถูกปล่อยลม ออกให้แบน นี่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของชายผู้นั้นอย่างชัดเจนและเขาได้คิดวางแผนไว้ล่วง หน้า หญิงคนนี้โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นอันตรายมาได้ ลองมาคิดดูว่ามันจะเลวร้ายกว่านั้นขนาดไหนถ้าหญิงคนนั้นมีลูก ๆ มาด้วยและต้องนั่งคอยอยู่ด้วยในรถขณะที่ชายคนนั้นเปลี่ยนยาง หรือถ้าหญิงคนนั้นมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องจับให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้เด็กในรถได้โปรดกรุณาส่ง ต่อข้อความนี้ไปให้ผู้หญิงทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านอาจจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ แสงเทียนจะไม่มีวันริบหรี่ถ้าจุดเพิ่มอีกเล่ม ทีแรกข้าพเจ้าว่าจะส่งให้เฉพาะสุภาพสตรี แต่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายถ้าท่านรักแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว เครือญาติที่เป็นผู้หญิงของท่าน กรุณาส่งข้อความนี้ต่อเช่นกัน เพื่อช่วยกันเตือนว่าโลกที่เราอยู่นี้มีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อยู่ มาก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
ป้ายกำกับ:
กลโกงมิจฉาชีพ
,
ข่าว
,
ทั่วไป
,
ป้องกันตัว
,
เรื่องสั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)


