น่าสนใจ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การขับรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การขับรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

OVER DRIVE มีประโยชน์อย่างไร แล้วจะใช้ตอนไหนถึงจะดี

OVER DRIVE มีประโยชน์อย่างไร แล้วจะใช้ตอนไหนถึงจะดี

ความหมายจริง ๆ ของคำว่า “Overdrive Ratio” คือ
"อัตราทดเฟืองเกียร์ที่ทำให้เพลากลางหมุนได้เร็วกว่าเพลาขับตัวเมนของเกียร์
จึงช่วยให้ใช้รองเครื่องต่ำลงและรถวิ่งเร็วขึ้น ซึ่งตามความหมายนี้ก็พอจะถือได้ว่า
พวกเฟืองเกียร์ที่มีอัตราทดต่ำกว่า 1 นั้นเป็นเกียร์ Overdrive
ส่วนผลงานของมันจะเป็นอย่างไร ได้ผลมากน้อยขนาดไหน ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกำลังเครื่อง
อัตราทดเฟืองท้ายเส้นรอบวงยาง น้ำหนักและรูปทรงของรถประกอบกัน

จุดประสงค์หลักของการใช้งานเกียร์โอเวอร์ไดรว์ คือ ช่วยลดรอบเครื่องยนต์ให้ทำงานน้อยลงกว่าเกียร์อัตราทดปกติ
เมื่อขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่เท่ากัน เพื่อเป็นการลดความสึกหรอและมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยลงอย่างเช่น
ในเกียร์ 4 ที่มีอัตราทดเกียร์ 1.000 เมื่อวิ่งด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่อง
3,400 รอบต่อนาที แต่พอใช้เกียร์ 5 ที่มีอัตราทดเพียง 0.850
ที่ความเร็ว 100 กม./ชม.เท่ากัน ก็อาจจะใช้รอบเครื่องรถยนต์เพียงแค่ 2,800 รอบต่อนาที
ย่อมมีการสึกหรอและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยกว่าเครื่องยนต์ที่ทำงาน 3,400 รอบต่อนาทีแต่นั้นหมายถึงว่า
เราจะต้องวิ่งด้วยความเร็วคงที่เพราะถ้ามีการเร่งแซงและเปลี่ยนแปลงความเร็วบ่อย ๆ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า
เกียร์ 5 หรือ เกียร์โอเวอร์ไดรว์นี้จะสร้างความประหยัดให้เสมอไป เนื่องจากเกียร์ 5 จะมีอัตราเร่งน้อยกว่า
เกียร์ 4 ดังนั้นเมื่อมีการ การเร่งแซงคนขับจึงต้องกดคันเร่งลึกกว่าและนานกว่า
เพื่อเรียกแรงม้าแรงบิดออกมาใช้งาน เหมือนกับตอนออกรถซึ่งถ้าออกด้วยเกียร์ 1 กดคันเร่งเบา ๆ
ก็ออกตัวไปได้แล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนมาออกตัวด้วยเกียร์ 3 ก็จะต้องกดคันเร่งลึกกว่าเดิม
เกียร์ 3 ซึ่งมีอัตราทดต่ำกว่าเกียร์ 1 ในความเร็วเท่ากันก็ใช้รอบเครื่องน้อยกว่า แต่การออกรถด้วยเกียร์ 3
มันไม่ได้ลดการสึกหรอและให้ความประหยัด เหมือนกับการออกรถด้วยเกียร์ 1 เลย

ด้วยเหตุนี้หากคิดจะใช้เกียร์ Over drive ให้ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็จะต้องใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูกวิธีด้วย


ใช้ให้ถูกวิธี
ในการใช้เกียร์ Overdrive ให้ได้ผลเต็มที่นั้น ประการแรกคือต้องใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และ
สภาพการจราจร อย่างเช่น การขับขี่ในเมืองที่ใช้ความเร็วต่ำ มีการเร่งและหยุดบ่อย ๆ แบบนี้ไม่ควรเร็วต่ำ
มีการเร่งและหยุดบ่อย ๆ แบบนี้ไม่ควรใช้ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติที่มีปุ่มเปิด-ปิด ให้ใช้จังหวะ OD off
จนกระทั่งเจอทางโล่ง สามารถใช้ความเร็วได้เกินกว่า 60-80 กม./ชม.(ขึ้นอยู่กับกำลังเครื่องยนต์)
จึงค่อยกดสวิทซ์ OD on เพื่อให้เกียร์เปลี่ยนเป็น Overdrive

พวกรถเกียร์อัตโนมัติที่มีเกียร์ Overdrive จะพยายามอยู่ในตำแหน่งเกียร์สูงสุดเท่าที่จะสามารถ
รถบางรุ่นนั้นขนาดคลานด้วยความเร็ว 40 กม./ชม.ยังไม่ยอมเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำเลยก็มี
แบบนี้นอกจากทำให้แรงบิดเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น แทนที่จะเกิดความประหยัดตามความมุ่งหมาย
หรือพวกรถเกียร์ธรรมดา เมื่อใช้เกียร์ Overdrive ในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำมาก ๆ
จะไม่มีผลเฉพาะอัตราเร่งกับอัตราสิ้นเปลืองเท่านั้น
ยังทำให้ชุดขับเคลื่อนและระบบส่งกำลังตลอดจนเครื่องยนต์เกิดชำรุดเสียหายได้อีกด้วย


ใช้ในการแซง
เมื่อขับอยู่ในช่วงความเร็วประมาณ 60-100 กม./ชม.
โดยขับเคลื่อนอยู่ในจังหวะเกียร์ Overdrive และมีความต้องการแซงรถคันข้างหน้าแบบไม่รีบร้อน
เร่งด้วยอะไรมากนัก ควรกดสวิทช์เป็น OD off เพื่อเปลี่ยนเกียร์ลงมาเป็นเกียร์ต่ำก่อน
แล้วกดคันเร่ง (เบา ๆ ) เพิ่มกำลังเครื่องแซงขึ้นไป พอพ้นหรือหมดความจำเป็นแล้วจึงค่อยกดสวิทช์เปลี่ยน
กลับมาเป็น OD on ตามเดิม วิธีนี้จะรวดเร็วและประหยัดกว่าการเร่งแซงทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในเกียร์
Overdrive ซึ่งจะอืดอาดใช้เวลาในการแซงนานกว่า วิธีนี้จะทำให้การแซง นิ่มนวลกว่าการ
กดคันเร่งลึกให้เกียร์ Kick Down เปลี่ยนกลับเป็นเกียร์ต่ำ เพราะการคิกดาวน์นั้นเครื่องยนต์จะมีรอบสูง
อัตราเร่งรุนแรงกระชากกระชั้นเกินความจำเป็น ซึ่งจะนำไปสู่การสึกหรอและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์


โอเวอร์ไดรว์ในที่คับขัน
พวกเกียร์ Overdrive มีอัตราทดเกียร์ต่ำ ทำให้เครื่องยนต์ไม่มีเอนจิ้นเบรค
ดังนั้นในการเบรกจะใช้ระยะเบรกยาวกว่าปกติ ด้วยเหตุนี้เพื่อความปลอดภัยและช่วยให้ใช้ระยะในการเบรกสั้นลง
เวลาที่ขับรถในจุดคับขัน เช่น ขับลงทางลาด ลงสะพาน หรืออยู่ในจุดบอดไม่เห็นทางข้างหน้า
ควรจะเปลี่ยนกลับมาใช้เกียร์ต่ำ โดยกดสวิทซ์เป็นตำแหน่ง OD off อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
อาจเพิ่มขึ้นอีกครั้งละสิบยี่สิบตังค์ แต่ขอให้นึกเทียบกับค่าซ่อมรถเนื่องจากไปสะกิดบั้นท้ายคันอื่น
แล้วจะรู้สึกกว่าคุ้มกว่ากันเยอะ โดยเฉพาะรถที่ใช้ระบบเบรค ABS ซึ่งปกติระยะเบรกก็จะยาวกว่า
รถที่ไม่มี ABS อยู่แล้ว มาผสมโรงกับจังหวะเกียร์โอเวอร์ไดรว์อีกก็จะไปกันใหญ่ เบรคกันไม่ค่อยทัน
ในบางครั้งเราจึงควรกดสวิทช์เป็น OD off ให้ลดลงมาเป็นเกียร์ต่ำ
เพื่อใช้เอนจิ้นเบรคมาช่วยลดความเร็วของรถด้วยอีกทางหนึ่ง

ทำนองเดียวกันเวลาขับรถเขาโค้งด้วยความเร็ว ถ้าเรากดสวิทช์เป็น OD off ลดเกียร์ลง
จะเกิดเอนจิ้นเบรคช่วยให้การทรงตัวของรถดีขึ้น สร้างความมั่นใจได้มากกว่า อีกทั้งสามารถเร่งเครื่องพาตัวรถ
ออกจากโค้งได้รวดเร็วกว่าอีกด้วย การลดเกียร์ลงมาจะให้ความปลอดภัยได้เหนือกว่า
หรือหากไปเจอเหตุกะทันหันกลางโค้งก็จะสามารถเบรกชะลอรถและเร่งส่งบังคับควบคุมรถได้ง่ายขึ้น

จากหนังสือยานยนต์ เล่มที่ 388

อ่านต่อ..

กฎจราจรที่คนไทยละเลย

กฎจราจรที่คนไทยละเลย


กฎจราจรมีไว้เพื่อให้ทุกคน สามารถใช้ถนนสาธารณะร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัย
ในแต่ละประเทศมีกฎจราจรพื้นฐานคล้ายกัน แต่ต่างกันที่รายละเอียดและความเข้มงวดในการ
ปฏิบัติ บทความนี้รวบรวมกฎจราจรของไทยหรือ ลักษณะการขับรถยนต์ ที่คนไทยละเลย
ไม่ปฏิบัติตาม จนกลายเป็นเรื่องปกติ หรือถ้าใครเคร่งครัด ก็อาจจะถูกด่าหรือชนได้
ทั้งหมดเป็นเพียงการรวบรวมให้ทราบ แต่คงยากที่จะชักจูงให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ตราบใดที่ยังมีสินบน! หลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับ

ขับช้าชิดซ้าย
ไม่ได้พบแต่ตามถนนโล่งต่างจังหวัดเท่านั้น บนทางด่วนหรือทางลอยฟ้าในกรุงเทพฯ
ก็พบได้บ่อยๆเพราะคำว่าช้า และมีกฎหมายจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ จึงทำให้หลายคนคิดว่า
เมื่อไรที่รู้สึกด้วยตัวเองว่าเร็วแล้ว หรือขับเกินความเร็วที่กฎหมายจำกัดไว้ ก็จะขับแช่อยู่ในเลน
ขวาได้ เพราะในเมื่อไม่ได้คิดว่าขับช้า ก็ไม่ต้องชิดซ้าย

วิธีที่ถูกต้อง คือ แซงแล้วต้องชิดซ้าย เลนขวามีไว้แซงเท่านั้น หรือราชการควรเปลี่ยนประโยค
ใหม่เพิ่มคำว่า "กว่า"เข้าไปจากขับช้าชิดซ้าย เปลี่ยนประโยคเป็นขับช้ากว่าชิดซ้าย
คือ ไม่ว่าจะขับด้วยความเร็วเท่าใดในเลนขวา ถ้ามีรถยนต์ ที่ตามมาขับเร็วกว่า ก็ต้องหลบซ้าย
ให้ไม่ต้องทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตัดสินผู้อื่นว่า หากตนเองขับเร็วตามกฎหมายแล้วไม่ต้อง
หลบให้ใคร แนะนำว่าไม่ต้องคิดเช่นนั้น เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเรา หากมีรถยนต์ที่เร็วกว่า
็ควรหลบเข้าเลนซ้ายให้ ถึงแม้เลนซ้ายในช่วงนั้นจะขรุขระบ้าง แต่ถ้าไม่ถึงกับแย่จนทนขับไม่ได้
ก็ควรหลบเข้าเลนซ้ายชั่วคราว พอถูกแซงผ่านไปและว่างก็ค่อยกลับมาเลนขวา


ขับเร็วเกินกำหนด
กฎหมายไทยจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ต่ำ คือ 90-120 กม./ชม.แล้วแต่ว่าจะเป็นถนนใด
ถ้าเป็นถนนหลวงใช้ฟรี มักถูกจำกัดแค่ 90 กม./ชม.คนส่วนใหญ่มองว่ากฎหมายล้าหลัง
ไม่ปรับปรุงตามสมรรถนะของรถยนต์ และบนถนนจริง ในการเดินทางไกล
ก็แทบไม่มีใครทนขับช้าอย่างนั้น ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกจับก็โดนกันเกือบทุกคัน
นับเป็นเรื่องที่หวานอมขมกลืน เพราะยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้
ซึ่งก็ดีในแง่หนึ่งที่จะได้ความปลอดภัย
เพราะคนไทยหลายสิบเปอร์เซ็นต์ขับรถยนต์โดยมีพื้นฐานที่ไม่ดี
ยิ่งเร็วก็ยิ่งอันตราย แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เท่ากับเป็นกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ใครจะไปทนขับเป็นเต่า 90 กม./ชม. แม้แต่ข้าราชการ นักการเมืองใหญ่ๆ
ก็ยังไม่เห็นใช้ความเร็วในการเดินทางต่ำอย่างนี้


ไม่เปิดไฟเลี้ยว
บางคนหลงลืม บางคนไม่เปิดเป็นนิสัย บางคนตั้งใจไม่เปิด เพราะเคยพบกับคนอื่นที่นิสัยไร้น้ำใจ
ซึ่งทำให้การเปิดไฟเลี้ยวที่น่าจะเป็น การเตือนให้ทราบหรือขอทาง
แต่กลับเป็นการเตือนให้รู้ตัวและก็เร่งความเร็วมาปิดช่องว่าง หลายคนจึงไม่เปิดไฟเลี้ยว
ด้วยเหตุผลสั้นๆ คือ ไม่อยากให้คนอื่นรู้ตัว ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นควรเปิด
เพราะจะได้ความปลอดภัยเพิ่มขึ้น และก็คงไม่พบกับคนไร้น้ำใจกันทั้งถนน


ป้ายหยุด แต่ไม่หยุด
ในไทยใช้คำว่า หยุด ส่วนในหลายประเทศเป็นป้าย STOPและต้องปฏิบัติตามป้ายอย่างเคร่งครัด
เช่น สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะอยู่บนถนนใหญ่หรือซอยเล็ก กลางวันหรือดึกไม่ว่าจะดูคึกคักหรือ
เปลี่ยว หากมีป้ายนี้ ต้องเบรกรถยนต์ให้ล้อหยุดหมุน จะสักครึ่งหรือ 1 วินาทีก็ยังดี
หากดูแล้วทางโล่งก็ค่อยขับต่อไป ไม่มีการปล่อยไหลช้าๆ ล้อต้องหยุดสนิทชั่วคราว
ไม่งั้นถ้ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจซุ่มอยู่จะจับกุมได้ทันที แม้ถนนจะโล่ง ดึกและเปลี่ยว
รวมถึงไม่มีรถยนต์อื่นในบริเวณแยกนั้นเลยก็ตาม นับเป็นความปลอดภัยที่ชัดเจน
เพราะการหยุดพร้อมกับดูความโล่งของเส้นทางที่จะไปย่อมดีกว่าปล่อยรถยนต์ไหลๆพร้อมกับดู

น่าแปลกที่คนไทยไม่เคยจอดรถยนต์ตามกำหนดของป้ายหยุดนี้เลย
บางคนมองเห็นและทราบว่ามีแยกอยู่ข้างหน้า และต้องดูเส้นทางว่าว่างไหม
แต่ไม่เคยคิดจะให้้ล้อหยุด หมุนสักครู่เลย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่เคยจับ
บางคนแทบไม่เคยเห็น ไม่สนใจป้ายนี้ หรือเห็นแล้วไม่คิดว่าจะต้องเบรกจนล้อหยุดหมุนเลย
รวมถึงหากขับรถยนต์ไหลๆ มาเป็นแถว ถ้าบริเวณแยกนั้นเส้นทางว่าง
หากใครพบป้ายนี้แล้วเบรกจนหยุด ก็อาจโดนบีบแตรไล่หรือถูกชนท้ายได้
ป้ายหยุดสำหรับคนไทยจึงกลายเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก หรือบางคนบอกว่าไร้สาระจะติดไปทำไม


ฝ่าไฟเหลือง
ในไทยเห็นไฟเหลืองแล้วต้องเร่งส่ง ขณะที่ในหลายประเทศคือไฟหยุด เห็นไฟเหลืองแล้ว
ต้องหยุด ในไทยขืนไม่เร่งส่ง ก็อาจโดนก็อาจโดนบีบแตรไล่หรือถูกชนท้ายได้
เรื่องนี้คงยากที่จะแก้ไข เพราะถ้าพิสดารทำอยู่คนเดียวก็อาจถูกชนท้ายได้


เปิดเลนใหม่ซ้ายสุด
หากการจราจรติดขัดมา และถนนมีไหล่ทางด้านซ้าย พอจะเปิดเลนใหม่ได้อีกสัก 1 เลน
ก็จะไม่รีรอ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็อนุโลมให้ในหลายประเทศ ห้ามทำเช่นนี้เด็ดขาด
และไม่ว่าการจราจรจะติดขัดเพียงไร ก็ไม่มีใครเปิดเลนใหม่ริมซ้ายสุด เพราะจะโดนจับ
จะใช้สำหรับรถยนต์จอดเสีย และที่สำคัญ คือ สำหรับรถยนต์ฉุกเฉิน เช่น
กำลังจะไปลากรถยนต์ที่จอดเสีย หรือที่สำคัญคือ รถพยาบาลที่ควรจะไปได้เร็วที่สุดในเลนโล่งๆ
สำหรับคนไทยที่ทำเช่นนี้ จะสำนึกก็ต่อเมื่อต้องใช้บริการของรถพยาบาลแล้วทุกเลนเต็มหมด
แม้แต่ริมซ้ายสุดก็ยังเต็ม


จอดทับลายตารางเหลือง
ผู้ขับรถยนต์ส่วนใหญ่ทราบว่าห้ามจอดทับ แต่ในกรณีที่การจราจรติดขัดแบบพอไหลๆ ได้
หลายคนก็เผลอจอดทับ เพราะไม่ได้ประเมินรถยนต์บนการจราจรข้างหน้า
คิดง่ายๆว่าเดี๋ยว คงไหลไปเรื่อยๆ ผ่านลายตารางไปได้ ในความเป็นจริง เมื่อถึงเขตตารางนี้
ถ้าไม่แน่ใจก็ควรรอให้รถยนต์คันนำหน้าเลยปลายตารางออกไปจนมีที่ว่างสำหรับรถยนต์ของเรา
แล้วค่อยขับตามไป ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ไม่ยอมทำกันให้ถูกต้อง


เลี้ยวซ้าย (ไม่)ผ่านตลอด
หลายคนไม่ทราบว่า จะสามารถเลี้ยวซ้าย ผ่านตลอดได้ ก็ต่อเมื่อมีป้ายบอกไว้ชัดเจนว่า
เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดหากไม่มีป้ายฯ รวมถึงไม่มีสัญญานไฟแยกออกมา
ตามกฎหมายจะถือว่าตรงนั้น เลี้ยวซ้ายไม่ผ่านตลอด
ต้องรอให้มีไฟเขียวทางตรงหรือไฟเขียวเลี้ยวซ้ายสว่างขึ้น ถึงจะเลี้ยวซ้ายได้


จอดเลยเส้นตรงแยก
นับเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยๆ จนต้องมีกฎหมายตัดแต้มกัน น่าตำหนิ โดยเฉพาะเมื่อจอด
ทับทางม้าลาย คนข้ามถนนต้องเดินเลี่ยงโดยไม่จำเป็น คนอยู่ในรถยนต์เย็นฉ่ำกลับจอดบังทาง
ม้าลายให้คนเดินถนนที่ทั้งเจอความร้อนทั้งฝุ่นต้องลำบากมากขึ้น


ไม่ต่อคิว จอดแปะขอเข้า
น่าจะมีน้อยมากที่ปฏิบัติเพราะไม่คุ้นเส้นทาง ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะไม่อยากต่อคิวยาวเลยขับมา
ต้นๆคิวแล้วจอดแปะริมคิวขอเข้า เกะกะออกไปอีกเลนหนึ่งแล้วก็คิดไปเองว่า ในเมื่อเปิดไฟเลี้ยว
แล้วก็น่าจะมีน้ำใจให้เข้าหน่อย โดยไม่มองว่าตนเองตั้งใจไม่ต่อคิวแล้วมาขอแทรกนั้นไม่ถูกต้อง


แซงเส้นทึบ
ทั้งนอกและในเมืองพบได้เสมอ มีทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่เดาว่าเกินครึ่งขับอย่างตั้งใจ
โดยเห็นเส้นทึบก่อนตัอสินใจฝ่าฝืนขับข้ามหรือแซง


จอดในที่ห้ามจอดแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน
เสมือนว่าถ้าเปิดไฟฉุกเฉินแล้วจะจอดชั่วคราวได้ ถึงจะมีป้ายห้ามจอดอยู่ชัดเจนก็ตาม
โดยไม่สนใจว่าจะเกะกะการจราจรเพียงไร


ติดสินบน ต้นเหตุของการกระทำผิด
การให้และรับสินบนเมื่อมีการกระทำผิดกฎจราจร นับเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย
ใครไม่ยอมติดสินบนหรือตั้งใจรับใบสั่ง อาจจะกลายเป็นคนโง่ในสังคมของตนเอง
คนที่ติดสินบน มักจะยอมรับว่าตนเองกระทำผิด แล้วยกสารพัดข้ออ้างขึ้นมาหาความถูกต้องว่า
เสียค่าปรับแพง เสียเวลาทำมาหากินหรือโดนตัดแต้ม สู้ติดสินบนแล้วจบเลยตรงนั้นไม่ได้
พอดีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคน ก็เต็มใจและจับกุมเพื่อต้องการสินบนอยู่แล้ว
การติดสินบนผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่คนที่ให้ กลับมาคิดหรือพูดภายหลังว่า โดนไถ
หรือคนรับเลวฝ่ายเดียว ไม่ได้คิดเลยว่า ตนเองทำผิดกฎหมาย 2 ต่อ คือ ผิดกฎจราจร
และติดสินบนเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้คงแก้ไขกันยาก หากพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่าย
และก็ไม่เคยมีคดีในศาลเรื่องการให้สินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังกระทำผิดกฎจราจร
การติดสินบนหลังกระทำผิด ทำกันจนเป็นวัฒนธรรมกลายๆของคนไทยไปแล้ว
และก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการกระทำผิดกฎจราจร
โดยไม่ระมัดระวังหรือถึงขั้นตั้งใจกระทำผิดกันมาก เพราะหลายคนคิดอย่างชะล่าใจว่า
อย่างมากถ้าบังเอิญถูกจับก็ยัดเงินเจ้าหน้าที่ร้อยสองร้อยบาทก็จบ หลายคนเดาว่า
หากกระทำผิดกฎ จราจรแล้วติดสินบน มีโอกาสสำเร็จไม่ต้องรับใบสั่งถึงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์
(ในความเป็นจริงจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 80 ก็คงพอเดากันได้)

หากการติดสินบนในเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้ยังมีเป็นปกติ ก็ต้องถือว่าเป็นนิสัยพื้นฐานของคนไทย
ที่ชอบซิกแซ็กหรือหาทางเลี่ยงเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
ดังนั้นก็เลิกด่านักการเมืองโกงกินได้เลย เพราะถ้าคุณไปอยู่ในบทบาทนั้น
ก็คงซิกแซ็กโดยมีข้ออ้างสารพัดเช่นเดียวกับการไม่อยากจ่ายค่าปรับหลังการกระทำผิดกฎจราจร

บทความนี้ คงได้แค่กระตุ้นเตือน แต่คงคาดหวังให้ปฏิบัติตามคงยาก เพราะหลายเรื่องถูกฝังรากลึกลงไปแล้ว

โดย วรพล สิงห์เขียวพงษ์


อ่านต่อ..

กลยุทธ์พิชิตใบขับขี่ สำหรับมือใหม่

กลยุทธ์พิชิตใบขับขี่ สำหรับมือใหม่


คุณๆคนไหนเริ่มหัดขับรถ หวังจะไปทำใขบับขี่ ทั้งไม่เคยผ่านสนามสอบจริงมาก่อน คงแอบมีกังวลกันบ้าง
มีขั้นตอนน่ารู้พร้อมข้อมูลที่ (มั่นใจ)ให้ประโยชน์ มาบอกมือใหม่หัดสอบไว้ใช้จริงในสนาม มาฝากกันค่ะ

สอบทฤษฎี

ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้เตรียมทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน รูป 2 ใบ
และใบรับรองแพทย์ ไปยื่นคำร้องที่กรมขนส่งใกล้บ้าน

จากนั้นไปทดสอบตาบอดสีจากเครื่องทดสอบหรือแผ่นภาพ โดยอยู่ห่างในระดับสายตาประมาณ 3 เมตร
และให้อ่านแต่ละสีไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าไม่ผ่าน ก็สามารถแก้ตัวใหม่ในวันนั้น หรือวันทำการถัดไป

ต่อด้วยเข้ารับการอบรมกฎจราจรประมาณ 2.5 ชม.
(มี 2 รอบ 08.30 น. และ 13.30 น.) ซึ่งทุกคนต้องผ่านการอบรมนี้

ตามด้วยสอบข้อเขียน ที่มีทั้งหมด 30 ข้อ ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 22 คะแนน จึงจะถือว่าสอบผ่าน


สอบปฏิบัติ
(สามารถนำรถไปเองหรือไปเช่าสอบก็ได้) โดยเริ่มสอบจาก

การเดินหน้า/ถอยหลังเข้าซอง โดยท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ล้อต้องไม่ทับเส้น
การจอดเทียบฟุตบาทต้องห่างไม่เกิน 25 ซม.
การสอบหยุดรถไม่ทับ และห้ามเกิน 1 เมตรหลังเส้นให้หยุด
การกลับรถในช่องเดินรถ ที่มีหลักตั้งขนานกัน 2 แถว
โดยต้องกลับรถไม่ชน หรือ เบียดหลัก (ไม่เปลี่ยนเกียร์เกินกว่า 7 ครั้ง)

การหยุดและออกรถบนทางลาด ให้ขับที่ความเร็ว 20-30 กม./ชม.
แล้วหยุดในแนวเส้นที่กำหนด ต้องไม่ล้ำหรือต่ำเกินกว่า 1 เมตร

การหยุดรถและออกรถบนเนิน ต้องขับรถบนเนินหรือสะพานโค้ง
แล้วหยุดรถบนเชิงลาดของเนินให้กันชนหน้าอยู่ระหว่าง กึ่งกลางเนิน แล้วออกรถข้ามเนินอย่างปลอดภัย
(เครื่องยนต์ต้องไม่ดับเกิน 2 ครั้ง)

การขับรถตามเครื่องหมายจราจรไม่น้อยกว่า 5 ป้ายเครื่องหมาย
โดยใช้สัญญาณไฟ หรือสัญญาณมือ ทั้งต้องปฏิบัติตาม เครื่องหมายจราจรบนผิวถนนด้วย

โดยการทดสอบขับรถทุกชนิดให้ทดสอบเพียง 3 ข้อ จาก 7 ข้อ (ตามความเหมาะสมของสนามทดสอบ)
หากมีจุดใดไม่ผ่านต้องมาสอบใหม่วันอื่น และเมื่อสอบผ่านจะได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราว 1 ปี
จากนั้นจึงขอเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลมีกำหนด 1 ปี
เมื่อครบกำหนดจึงขอเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดตลอดชีพได้
หากขาดอายุเกิน 1 ปี ท่านจะต้องทดสอบสายตาบอดสี และข้อเขียนใหม่
หากขาดอายุเกิน 3 ปี จะต้องทำการทดสอบใหม่ทั้งหมด

ที่มา http://www.lisathailand.com


อ่านต่อ..

กลวิธีเดินทางให้เซฟน้ำมัน

กลวิธีเดินทางให้เซฟน้ำมัน


ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล ในฐานะนักวิชาการ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นวิทยากรและนักเขียนที่เชี่ยวชาญ
ในด้านสิ่งแวดล้อม มักใช้ข้อเขียนบอกเล่าถึงการอยู่บนโลกใบนี้อย่างประหยัด โดยเฉพาะพลังงาน

ครั้งนี้ ดร.พงษ์พิสิฏฐ์มีข้อเสนอให้กับทุกคนนำไปปฏิบัติเองได้ เริ่มต้นที่การเดินทางขนส่งใช้น้ำมันเป็นหลัก ที่ว่า

1) ทุกๆ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของความเร็วของรถยนต์ที่เพิ่มมากกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จะทำให้รถยนต์คันนั้นสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่น หากเราขับรถด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าจุดที่เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดอยู่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เทียบกับการขับรถด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
การที่ทุกคนขับรถเร็วสูงกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดความเร็วลง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ประเทศและเจ้าของรถยนต์ที่ลดความเร็วลงนั้น จะประหยัดน้ำมันลงได้ร้อยละ 10 ทันที ไม่มีการลงทุน
ไม่ต้องรอเวลา 5 ปี เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน 5 ล้านไร่ เพื่อมาผลิตไบโอดีเซลที่ทดแทนน้ำมันได้ร้อยละ 10 เท่ากัน

2) ส่วนเจ้าของรถทำได้ทันทีคือการเอาน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็นออก
โดยเฉพาะที่อยู่นอกตัวรถ เช่น ตะแกรงบรรทุกของบนหลังคารถ
การใส่ตะแกรงบนหลังคารถโดยไม่มีการบรรทุกสิ่งของ จะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานของลม
ทำให้เสียน้ำมันไปอย่างเปล่าประโยชน์ร้อยละ 10-15 หากต้องการบรรทุกของควรบรรทุกภายในรถ ส่วนสิ่งของที่
ไม่จำเป็นไม่ควรบรรทุกไว้ในรถ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานให้กับล้อรถ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

3) ส่วนที่จะทำให้ประเทศชาติและคุณประหยัดทั้งเงินและพลังงานเป็นจำนวนมหาศาล คือ
การใช้รถสาธารณะหรือคาร์พูล การไปไหนมาไหนด้วยกัน
นอกจากจะเป็นการประหยัดโดยการแชร์ค่าโดยสารแล้ว ยังจะทำให้ถนนมีจำนวนรถน้อยลง ปัญหาจราจรติดขัด
ปัญหาอากาศเป็นพิษในเมือง และปัญหาโลกร้อนด้วย
การที่เจ้าของรถหนึ่งคนไปทำงานโดยคาร์พูลหนึ่งวันต่อสัปดาห์ ทำให้เขาผู้นั้นลดการใช้น้ำมันลงได้ร้อยละ 20
และลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันลงได้ร้อยละ 20 ด้วย
การวางแผนการเดินทางที่ดีทำให้ไม่หลงทาง หรือไปติดอยู่บนถนนโดยไม่จำเป็น
หรือการไม่ติดต่อนัดแนะกับผู้ที่จะเดินทางไปหาอย่างดี อาจเสียเที่ยวในการเดินทาง เสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดย
เปล่าประโยชน์อีกด้วย การรวบกิจกรรมหลายๆ กิจกรรมในการใช้รถแต่ละครั้งจะลดการใช้น้ำมันและค่าใช้จ่ายได้

4) การซื้อรถยนต์คันต่อไปควรซื้อรถที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา
จะประหยัดน้ำมันกว่ารถขนาดใหญ่และหนัก เมื่อเปรียบเทียบรถยนต์ที่มีขนาดของเครื่องยนต์ใกล้เคียงกัน
รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลจะมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน
ส่วนผู้ที่ซื้อรถยนต์ขนาดเล็กเพื่อใช้ในเมือง ควรเดินทางระหว่างเมืองหรือเดินทางระยะไกลด้วยรถสาธารณะ
หรือเช่ารถที่เหมาะสม เป็นครั้งเป็นคราวไป

ทำเท่านี้ก็ "อยู่ได้อย่างดี ไม่ต้องมีน้ำมัน" จริงหรือไม่จริง

การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไป
รถยนต์ไฮบริดจ์ เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเดินเครื่องอย่างสม่ำเสมอเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนแบตเตอรี่ใน
การขับเคลื่อน เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่เหยียบเบรกหรือลงจากเนินสูง
พลังงานที่ได้จากการเบรกหรือรถที่ไหลลงจากที่สูงจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้ขับเคลื่อนต่อไป

ขณะที่รถจอดบนถนนจราจรติดขัด เครื่องยนต์จะดับโดยอัตโนมัติ แล้วใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แทน
เพื่อลดมลพิษในอากาศจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ รถไฮบริดจ์ยังมีราคาแพงมากในปัจจุบัน
แต่เมื่อเป็นที่นิยมของตลาดมีการผลิตมากขึ้น ราคาจะถูกลงในอนาคต
เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดที่ได้รับการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพสูงกว่าในอดีตมาก

และนั่นสมควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐด้านการยกเว้นภาษี
เพื่อลดต้นทุนการผลิตและราคาขาย เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ที่มา มติชน



อ่านต่อ..

การขับขี่กับรถเสียศูนย์

การขับขี่กับรถเสียศูนย์


รถที่เสียศูนย์สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง

รถยนต์ที่ได้มาตรฐานนั้น นอกเหนือจากโครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ แล้ว
ทางทีมผู้ผลิตยังได้ออกแบบระบบควบคุมทิศทาง ระบบรองรับน้ำหนัก และระบบกันสะเทือน
เพื่อให้รถแต่ละคันมีประสิทธิภาพ และมีสมรรถนะในการขับขี่
รวมถึงการยึดเกาะถนน และการควบคุมพวงมาลัยให้สมบูรณ์ที่สุด

สำหรับรถยนต์ที่ถูกใช้งานอย่างสมบุกสมบันบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ หรือเกิดอุบัติเหตุ
หรือเกิดการสึกหรอของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้อันเนื่องมาจากอายุการใช้งาน
ซึ่งมักจะมีผลกระทบที่ทำให้การบังคับทิศทางของรถคันนั้นไม่ตรงตามที่เรากำหนด
บางครั้งอาจเกิดอาการกินซ้าย หรือกินขวา ก็เป็นได้เช่นกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า "เสียศูนย์"

เมื่อรถของคุณเองมีอาการเสียศูนย์ คุณสามารถสังเกตได้ด้วยตนเองดังนี้
ในขณะขับขี่ทางตรง รถเกิดอาการเบนออกไปทางซ้ายหรือขวา ทำให้ผู้ขับขี่ต้องขืนพวงมาลัยตลอดเวลา
ขณะที่วิ่งเข้าโค้ง รถยนต์จะเสียการทรงตัวง่ายกว่าสภาพปรกติ
การสึกของยางผิดไปจากเดิม หรือที่เรียกว่า "ยางสึก"
ขณะวิ่งรอยล้อหลังจะไม่วิ่งไปทับรอยล้อหน้า
รัศมีวงเลี้ยวทางด้านซ้ายและขวาไม่เท่ากัน
ขณะเหยียบเบรคจะเกิดอาการปัดไปด้านใดด้านหนึ่ง

อาการเหล่านี้หากไม่รุนแรง ผู้ขับขี่สามารถนำรถเข้ารับการเช็กที่ศูนย์บริการใกล้บ้าน
เพื่อให้ช่างปรับตั้งศูนย์ล้อใหม่ แต่ถ้าหากอาการดังกล่าวอยู่ในขั้นรุนแรง ควรนำรถเข้าซ่อมทั้งระบบทันที
ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนลูกหมากทั้งชุด ปรับแต่งองศาปีกนกและส่วนอื่น ๆ ให้ได้ค่าองศามาตรฐานตามเดิม
ที่ออกมาจากโรงงานผลิต

นอกจากนี้ ควรเลือกศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน พร้อมช่างที่มีความรู้ ความชำนาญ และมีประสบการณ์สูง
เพราะหากซ่อมไม่ถูกวิธี หรือใช้เครื่องดึงตัวถังที่ไม่ได้มาตรฐาน
องศาหรือค่ามาตรฐานของโครงสร้างตัวถังจะเสียไป ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนด้อยลง

ฉะนั้นผู้ขับขี่รถจึงควรดูแลรักษาระบบช่วงล่าง รวมทั้งลูกหมาก คันชักคันส่ง
เมื่อมีการเสื่อมสภาพ "ไม่ควรฝืนใช้งานไปเรื่อย ๆ เพราะจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างอื่นตามมา เช่น
อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนขรุขระ
หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ควรใช้ความเร็วสูง ควรชะลอความเร็ว และหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหลุมขนาดใหญ่"

สำหรับรถยนต์ที่ทำการดัดแปลงช่วงล่าง เช่น
เปลี่ยนช็อกแอบฯ ทำให้รถต่ำลง
ยกสูงใส่ยางขนาดใหญ่กว่ามาตรฐาน เพื่อให้รถมีความสวยงามโดดเด่นมากยิ่งขึ้น
แต่การปรับแต่งเหล่านี้ จะส่งผลทำให้รถเกิดอาการเสียศูนย์ได้ง่ายกว่าปรกติมากขึ้น

ที่มา นิตยสาร รถวันนี้

อ่านต่อ..