น่าสนใจ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลรถ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแลรถ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รักษาสีรถให้ถูกวิธี อาบน้ำประแป้งแต่งตัวให้รถคันเก่งกันดีกว่า

รักษาสีรถให้ถูกวิธี อาบน้ำประแป้งแต่งตัวให้รถคันเก่งกันดีกว่า



พูดถึงเรื่องการขัดสีรถกิจกรรมนี้มันค่อนข้างจะต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานกันมากพอดู แต่ทราบกันหรือไม่ว่า
การลงทุนเสียเวลาเสียแรงในการขัดสีรถนั้นพอเทียบกับความเงางามและความทนทานของสีรถที่ได้รับ
ถือว่าคุ้มค่ามาก เนื่องจากไม่ได้ต้องขัดกันทุกวันทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนเพียงแค่ 3 เดือนต่อครั้งเท่านั้น
สีรถก็จะดูดีแวววาวสวยงามและเหมือนรถใหม่เสมอ

ที่นี้การจะเลือกใช้น้ำยาขัดเคลือบสีรถของยี่ห้อไหนหรือผลิตภัณฑ์ของใครนั้น สมควรอย่างยิ่งที่เจ้าของรถ จะต้อง
ทำความรู้จักคุณสมบัติเฉพาะตัวของสินค้ายี่ห้อนั้น ๆ เอาไว้ด้วย
อย่างน้อยตัวหนังสือที่เขาพิมพ์ไว้ข้างกระป๋องนั่น ถ้าตั้งใจอ่านก็พอจะได้ความรู้อยู่บ้าง

ควรเล่นให้ครบทุกกระบวนท่า การขัดเคลือบสีรถนั้นไม่ใช่ขึ้นต้นมาก็ลงมือขัดกันเลย
เพราะถ้าหากต้องการให้สีรถออกมาดูดีที่สุด ก็ควรจะต้องทำให้ครบทุกขั้นตอน
เนื่องจากในการขัดสีรถจะต้องเริ่มตั้งแต่การขจัดเศษฝุ่นละอองไปจนถึงการเคลือบป้องกันรังสี UV กันเลย

กระบวนการหรือกรรมวิธีเคลือบสีนี้จะแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้หลายขั้น
ซึ่งหากคุณใช้วิธีขับรถไปเข้าคาร์แคร์ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาจะจัดการให้เสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง
แต่ถ้าไปเข้าร้านที่ไม่ค่อยลงทุนสักเท่าไหร่ ขั้นตอนต่าง ๆ ก็จะถูก หดลงไป
รวมทั้งคุณภาพของตัวน้ำยาที่ใช้ก็เป็นเกรดธรรมดาหรือต่ำกว่าธรรมดา
(เพราะต้องการดึงราคาค่าบริการให้ต่ำลงจนดึงดูดความสนใจ) บางทีแทนที่จะเป็นการรักษาสีรถ
ก็กลายเป็นทำลายสีรถไปเลย จึงอยากแนะนำให้เดินหาซื้อมาด้วยตนเองจะดีที่สุด
เพราะเราสามารถเลือกระดับคุณภาพของตัวน้ำยาเหล่านี้ได้

ข้อควรคำนึง คือ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้าง ขึ้นผึ้งและครีมขัดในทุกขั้นตอน
สาเหตุหนึ่งที่บอกว่าควรใช้ยี่ห้อเดียวกันก็เพราะสารประกอบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ยี่ห้อเดียวกันนั้นจะไม่ขัดกันเอง
การนำของต่างยี่ห้อมาใช้งานร่วมกันซึ่งบางครั้งสารเคมีที่ใช้อาจจะเป็นคนละตัวและมีฤทธิ์หักล้างซึ่งกันและกัน

มาเริ่มต้นที่กระบวนการขัดเคลือบสีรถกันดีกว่า
ขั้นแรกคือการเลือกซื้อน้ำยาให้ครบชุด ซึ่งจะประกอบด้วย น้ำยาล้างรถชนิดที่เป็นแชมพู
บางคนอาจจบอกใช้แชมพูสระผมก็ได้ อันนั้นเป็นความคิดที่ผิด อย่าไปเอาอย่างพวกล้างแท็กซี่เลย
รถเราราคาตั้งหลายแสนหลายล้านแล้วก็ไม่ใช่รถสาธารณะด้วย ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ ? จะบอกให้ว่า
ตัวสูตรผสมของแชมพูทั้งสองชนิดนั้นจะมีพื้นฐานเดียวกันคือ จะมีสารที่ทำให้เกิดฟองเหมือนกัน
แต่ต่างกันอยู่ตรงที่ตัวทำความสะอาดไม่ทำอันตรายต่อสีรถแล้วยังต้องช่วยรักษาความเงาของเนื้อสีเอาไว้ให้ได้ด้วย
นั้นคือ คุณสมบัติที่รถยนต์ต้องการ ส่วนสำหรับเส้นผมเขาก็ต้องผสมสารต่าง ๆ มาให้เพื่อใช้กับเส้นผมโดยเฉพาะ
ซึ่งสารพวกนั้นสีรถไม่ต้องการ ใช้ไปนาน ๆ เข้าสีรถจะเริ่มด้านขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

-->
เริ่มต้นขั้นตอนกันตั้งแต่การทำความสะอาดรถเสียก่อน
โดยใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นผงต่าง ๆ ออกเป็นอันดับแรกด้วยวิธีปัดไล่ไปทางเดียวตรง ๆ
อย่าปัดย้อนไปมาเด็ดขาดเพราะจะเท่ากับพาเอาฝุ่นผงกลับมาที่เดิม แถมเป็นการขัดสี (ให้เป็นรอย)ไปอีกด้วย

จากนั้นให้ใช้น้ำยาล้างรถผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งปกติก็จะอยู่ประมาณ ฝาต่อ 1 แกลลอน
(คิดแบบไทย ๆ ก็ 1 ฝาต่อน้ำ 1 ถัง) สำหรับรถขนาดเล็ก และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของตัวรถที่โตขึ้น
การล้างรถที่ให้ผลดีที่สุดจะต้องใช้ฟองน้ำ 2 แผ่น หลังจากฉีดน้ำเปลา เพื่อล้างฝุ่นไปรอบหนึ่งแล้ว
ให้เอาฟองน้ำแผ่นแรกล้างส่วนบนของตัวรถตั้งแต่หลังคาไล่ลงมาถึงประมาณส่วนกลางของตัวรถ
ล้างให้รอบคันเสร็จแล้วจึงเปลี่ยนฟองน้ำอันใหม่มาจัดการล้างส่วนด้านล่างต่อให้จบ

เหตุที่ต้องให้เปลี่ยนฟองน้ำถึง 2 อันก็เพราะว่าอันแรกจะล้างส่วนบนที่ไม่ค่อยจะมีเศษฝุ่นทราย
แต่ส่วนล่างจะมีฝุ่นทรายมาก หากใช้แผ่นเดียวแล้วพอนำเอามาล้างครั้งต่อไปเศษฝุ่นทรายที่ตกค้างอยู่ในฟองน้ำ
จะออกมาถูกับสีให้เป็นรอยตามมาได้อีก หลังจากล้างด้วยฟองน้ำจนทั่วทุกส่วนแล้วจึงใช้น้ำสะอาดล้างฟองออก
ให้หมด แล้วใช้ผ้าสะอาด ๆ มาเช็ดน้ำที่ตกค้างออกให้แห้ง
(ถ้าได้พวกชามัวร์มาเช็ดก็จะทำงานง่ายขึ้นเพราะผ้าชามัวส์นั้นสามารถจะซับน้ำออกได้เร็วกว่าผ้าธรรมดา)


ด่านสองต้องครีม
การขจัดริ้วรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ลึกมาก อย่างที่เรียกกันว่าขนแมวออกจะต้องใช้ยาขัดที่มีลักษณะคล้ายกับ
ยาขัดสีของพวกอู่สีเขาแต่ต้องมีเนื้อละเอียดมากกว่าจะได้ไม่เกิดรอยใหม่ขึ้นมาแทนที่ของเดิม
ครีมที่ใช้นี้จะเป็นครีมสูตรเดียวกับของวงการเครื่องประดับที่เขาใช้ขัดรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ออก

เมื่อสำรวจตรวจหารอยจนครบแล้ว หากต้องการจะขัดออกก็ให้ใช้ครีมชนิดนี้พร้อมกับผ้าสำลี (ใช้งานดีที่สุด)
มาขัดเบา ๆ ตามแนวของรอยขีดนั้น ๆ ไม่ต้องออกแรงมากมายเหมือนซักรองเท้าผ้าใบ แล้วเราก็จะเห็นว่า
รอยขีดข่วนเล็ก ๆ เหลือน้อยลงหรือหายไปเลย ลบรอยกันแล้วก็มาถึงการขัดสีด้วยครีมขั้นตอนแรกกัน
ครีมที่ใช้จะเป็นแบบที่ผสมด้วย น้ำมันคาร์นูบาเพื่อใช้สำหรับขัดทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรก
และคราบสนิมรวมทั้งคราบเขม่าจากท่อไอเสีย (รถบางรุ่นจะโดนเขม่าจากท่อไอเสียเป็นปกติจากโรงงานเลย)
วิธีการขัดให้ใช้ฟองน้ำหรือผ้าแตะน้ำยาเล็กน้อยทาในลักษณะวน ๆ ให้เป็นก้นหอยให้ทั่วทั้งคัน
ครบทุกส่วนที่เป็นสีก็พอดีกับจุดที่เราเริ่มทายาขัดแห้งใช้การได้พอดีแล้ว

-->
ขั้นตอนนี้ยากที่สุด
เนื่องจากการขัดสีรอบนี้จะต้องออกแรงมากพอสมควร เพื่อปรับสภาพพื้นผิวให้เรียบขึ้น
และยังต้องกำจัดเอาเศษคราบสกปรกที่ฝังติดแน่นออกให้หมด (เจ้าเศษสิ่งสกปรกที่ติดมานั้น ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก
เศษน้ำมันปนกับเขม่าควันและฝุ่นละอองในทุกแห่งที่รถของเราผ่านไปนั้นเอง ซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงเสียด้วย)
และในทันทีที่ออกแรงขัดออกหมดแล้วก็จะเห็นว่าสีของรถคุณเริ่มขึ้นเงาและผิวสีจะลื่นขึ้นจนสังเกตได้


ด่านสาม อุดและเคลือบ
หวังว่าคงยังไม่เหนื่อยกันนัก มาเริ่มต้นขั้นตอนต่อไปเลยดีกว่า หลังจากที่เราจัดการกับรอยขนแมวและ
คราบสิ่งสกปรกบนพื้นผิวเสร็จไปอีกหนึ่งขั้นตอนแล้ว ถึงตรงนี้ถ้าหากปล่อยเอาไว้อย่างนั้นไม่ลงมือขั้นต่อไปก็จะ
เท่ากับเราได้ขัดสีรถแล้วปล่อยเอาไว้เฉย ๆ เมื่อนำรถออกไปใช้งาน บรรดาสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในบรรยากาศก็จะ
เข้ามาเกาะติดกับสีรถได้อีก ดังนั้นเพื่อให้การขัดสีครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจะต้องขัดด้วยครีมหรือขึ้ผึ้งเคลือบสีอีกรอบหนึ่ง


ในขั้นตอนการเคลือบสีนี้
เราสามารถจะเลือกใช้ได้ทั้งแบบครีมและขึ้ผิ้ง เนื่องจากทั้งสองชนิดทำจากเรซิ่นที่มีความหนืดสูง และมีความไวต่อ
อากาศ พร้อมด้วยส่วนประกอบของสารเทฟล่อน สุดท้ายก็จะเป็นสารสำหรับชักเงาทำให้การขัดสีง่ายขึ้น

เราสามารถแยกคุณสมบัติต่าง ๆ ของสารที่เติมเข้าไปมาได้คร่าว ๆ ดังนี้
เรซิ่นพิเศษที่ผสมอยู่นี้จะยึดติดกับผิวสี ช่วยอุดลบร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ ทำให้สีรถดูเรียบ เป็นเงา
และกลายเป็นผิวเคลือบที่เป็นเงาใส ๆ เพิ่มความเงางามให้กับสีรถได้อีกส่วนหนึ่ง
และสารเทฟล่อนจะทำหน้าที่ช่วยให้เกิดความลื่น เคลือบสีให้เกิดความคงทนยิ่งขึ้น
รวมทั้งช่วยป้องกันสีรถจากการกัดกร่อนของพวกกรดหรือด่างในน้ำในขี้นกในยางไม่ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
จุดเด่นอีกประการหนึ่ง คือ สามารถป้องกันรังสี UV อันเป็นตัวการทำลายสีรถให้ซีดจางได้ด้วย

กรรมวิธีการขัดให้ทำเช่นเดียวกับที่ลงมือไปเมื่อรอบที่แล้วคือ ใช้ฟองน้ำที่มีมาอยู่ในกล่องแตะครีมหรือขี้ผึ้งเล็กน้อย
ค่อย ๆ วน ๆ เป็นก้นหอย ทาให้ทั่วทั้งคัน จากนั้นจึงใช้ผ้าสำลีสะอาด ๆ มาเช็ดออกอีกทีหนึ่ง
งานรอบนี้จะเบาแรงขึ้นพอสมควรที่เยวเพราะเศษสิ่งสกปรกถูกกำจัดออกไปแล้วครั้งหนึ่ง

-->
ขั้นตอนสุดท้าย
งานขัดเคลือบสีในขั้นตอนสุดท้ายนี้จะเป็นการเคลือบเงาปิดท้ายอีกชั้นหนึ่งเพราะขึ้นผิ้งตัวสุดท้ายนี้จะมีคุณสมบัติ
ในการป้องกันผิวสีให้มีความคงทน เงางามเป็นประกาย
และยังช่วยป้องกันรังสี UV จากแสงแดดไม่ให้ทำอันตรายต่อสีรถได้อีกระดับหนึ่งที่เหนือไปกว่าขั้นที่แล้ว

กระบวนการขัดครีมขั้นสุดท้ายนี้ จะเป็นขั้นตอนที่เบาแรงขึ้นอีกหน่อย เพราะขี้ผึ้งตัวนี้เราจะใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ค่อยๆ ขัดเบาๆ เป็นก้นหอยให้ทั่ว แล้วเช็ดออกด้วยผ้าสำลีสะอาด ๆ เพียงเท่านี้สีรถก็จะกลับมาเงาวับในทันที

ขอเตือนเอาไว้สักหน่อยว่า การทำงานทั้งหมดนี้จะต้องปฏิบัติในร่มในเงาของหลังคาเท่านั้น
หากไปเล่นขัดสีกันกลางแสงแดดจะทำให้ยาขัดแห้งไม่เท่ากัน และเห็นผล (ร้าย)ได้ตอนที่เมื่อเช็ดออกแล้ว
สีจะเงาไม่เสมอกัน นอกจานั้นยังทำให้ระยะเวลาที่น้ำยาจะทำปฏิกิริยากับผิวสีมีน้อยลงซึ่งเป็นเรื่องสำคัญพอสมควร
เราสามารถทำเมื่อไรก็ได้ตามต้องการ แต่การขัดและเคลือบสีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องทำทุกครั้งที่ล้างก็ได้
เพราะเมื่อขัดและเคลือบครั้งหนึ่งแล้วจะมีอายุยืนยาวไปได้ถึงประมาณ 6 เดือน

ที่มา :หนังสือ Do It Yourself

อ่านต่อ..

รักษาสีรถให้ถูกวิธี อาบน้ำประแป้งแต่งตัวให้รถคันเก่งกันดีกว่า

รักษาสีรถให้ถูกวิธี อาบน้ำประแป้งแต่งตัวให้รถคันเก่งกันดีกว่า



พูดถึงเรื่องการขัดสีรถกิจกรรมนี้มันค่อนข้างจะต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานกันมากพอดู แต่ทราบกันหรือไม่ว่า
การลงทุนเสียเวลาเสียแรงในการขัดสีรถนั้นพอเทียบกับความเงางามและความทนทานของสีรถที่ได้รับ
ถือว่าคุ้มค่ามาก เนื่องจากไม่ได้ต้องขัดกันทุกวันทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนเพียงแค่ 3 เดือนต่อครั้งเท่านั้น
สีรถก็จะดูดีแวววาวสวยงามและเหมือนรถใหม่เสมอ

ที่นี้การจะเลือกใช้น้ำยาขัดเคลือบสีรถของยี่ห้อไหนหรือผลิตภัณฑ์ของใครนั้น สมควรอย่างยิ่งที่เจ้าของรถ จะต้อง
ทำความรู้จักคุณสมบัติเฉพาะตัวของสินค้ายี่ห้อนั้น ๆ เอาไว้ด้วย
อย่างน้อยตัวหนังสือที่เขาพิมพ์ไว้ข้างกระป๋องนั่น ถ้าตั้งใจอ่านก็พอจะได้ความรู้อยู่บ้าง

ควรเล่นให้ครบทุกกระบวนท่า การขัดเคลือบสีรถนั้นไม่ใช่ขึ้นต้นมาก็ลงมือขัดกันเลย
เพราะถ้าหากต้องการให้สีรถออกมาดูดีที่สุด ก็ควรจะต้องทำให้ครบทุกขั้นตอน
เนื่องจากในการขัดสีรถจะต้องเริ่มตั้งแต่การขจัดเศษฝุ่นละอองไปจนถึงการเคลือบป้องกันรังสี UV กันเลย

กระบวนการหรือกรรมวิธีเคลือบสีนี้จะแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้หลายขั้น
ซึ่งหากคุณใช้วิธีขับรถไปเข้าคาร์แคร์ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาจะจัดการให้เสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง
แต่ถ้าไปเข้าร้านที่ไม่ค่อยลงทุนสักเท่าไหร่ ขั้นตอนต่าง ๆ ก็จะถูก หดลงไป
รวมทั้งคุณภาพของตัวน้ำยาที่ใช้ก็เป็นเกรดธรรมดาหรือต่ำกว่าธรรมดา
(เพราะต้องการดึงราคาค่าบริการให้ต่ำลงจนดึงดูดความสนใจ) บางทีแทนที่จะเป็นการรักษาสีรถ
ก็กลายเป็นทำลายสีรถไปเลย จึงอยากแนะนำให้เดินหาซื้อมาด้วยตนเองจะดีที่สุด
เพราะเราสามารถเลือกระดับคุณภาพของตัวน้ำยาเหล่านี้ได้

ข้อควรคำนึง คือ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้าง ขึ้นผึ้งและครีมขัดในทุกขั้นตอน
สาเหตุหนึ่งที่บอกว่าควรใช้ยี่ห้อเดียวกันก็เพราะสารประกอบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ยี่ห้อเดียวกันนั้นจะไม่ขัดกันเอง
การนำของต่างยี่ห้อมาใช้งานร่วมกันซึ่งบางครั้งสารเคมีที่ใช้อาจจะเป็นคนละตัวและมีฤทธิ์หักล้างซึ่งกันและกัน

มาเริ่มต้นที่กระบวนการขัดเคลือบสีรถกันดีกว่า
ขั้นแรกคือการเลือกซื้อน้ำยาให้ครบชุด ซึ่งจะประกอบด้วย น้ำยาล้างรถชนิดที่เป็นแชมพู
บางคนอาจจบอกใช้แชมพูสระผมก็ได้ อันนั้นเป็นความคิดที่ผิด อย่าไปเอาอย่างพวกล้างแท็กซี่เลย
รถเราราคาตั้งหลายแสนหลายล้านแล้วก็ไม่ใช่รถสาธารณะด้วย ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ ? จะบอกให้ว่า
ตัวสูตรผสมของแชมพูทั้งสองชนิดนั้นจะมีพื้นฐานเดียวกันคือ จะมีสารที่ทำให้เกิดฟองเหมือนกัน
แต่ต่างกันอยู่ตรงที่ตัวทำความสะอาดไม่ทำอันตรายต่อสีรถแล้วยังต้องช่วยรักษาความเงาของเนื้อสีเอาไว้ให้ได้ด้วย
นั้นคือ คุณสมบัติที่รถยนต์ต้องการ ส่วนสำหรับเส้นผมเขาก็ต้องผสมสารต่าง ๆ มาให้เพื่อใช้กับเส้นผมโดยเฉพาะ
ซึ่งสารพวกนั้นสีรถไม่ต้องการ ใช้ไปนาน ๆ เข้าสีรถจะเริ่มด้านขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน


เริ่มต้นขั้นตอนกันตั้งแต่การทำความสะอาดรถเสียก่อน
โดยใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นผงต่าง ๆ ออกเป็นอันดับแรกด้วยวิธีปัดไล่ไปทางเดียวตรง ๆ
อย่าปัดย้อนไปมาเด็ดขาดเพราะจะเท่ากับพาเอาฝุ่นผงกลับมาที่เดิม แถมเป็นการขัดสี (ให้เป็นรอย)ไปอีกด้วย

จากนั้นให้ใช้น้ำยาล้างรถผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งปกติก็จะอยู่ประมาณ ฝาต่อ 1 แกลลอน
(คิดแบบไทย ๆ ก็ 1 ฝาต่อน้ำ 1 ถัง) สำหรับรถขนาดเล็ก และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของตัวรถที่โตขึ้น
การล้างรถที่ให้ผลดีที่สุดจะต้องใช้ฟองน้ำ 2 แผ่น หลังจากฉีดน้ำเปลา เพื่อล้างฝุ่นไปรอบหนึ่งแล้ว
ให้เอาฟองน้ำแผ่นแรกล้างส่วนบนของตัวรถตั้งแต่หลังคาไล่ลงมาถึงประมาณส่วนกลางของตัวรถ
ล้างให้รอบคันเสร็จแล้วจึงเปลี่ยนฟองน้ำอันใหม่มาจัดการล้างส่วนด้านล่างต่อให้จบ

เหตุที่ต้องให้เปลี่ยนฟองน้ำถึง 2 อันก็เพราะว่าอันแรกจะล้างส่วนบนที่ไม่ค่อยจะมีเศษฝุ่นทราย
แต่ส่วนล่างจะมีฝุ่นทรายมาก หากใช้แผ่นเดียวแล้วพอนำเอามาล้างครั้งต่อไปเศษฝุ่นทรายที่ตกค้างอยู่ในฟองน้ำ
จะออกมาถูกับสีให้เป็นรอยตามมาได้อีก หลังจากล้างด้วยฟองน้ำจนทั่วทุกส่วนแล้วจึงใช้น้ำสะอาดล้างฟองออก
ให้หมด แล้วใช้ผ้าสะอาด ๆ มาเช็ดน้ำที่ตกค้างออกให้แห้ง
(ถ้าได้พวกชามัวร์มาเช็ดก็จะทำงานง่ายขึ้นเพราะผ้าชามัวส์นั้นสามารถจะซับน้ำออกได้เร็วกว่าผ้าธรรมดา)


ด่านสองต้องครีม
การขจัดริ้วรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ลึกมาก อย่างที่เรียกกันว่าขนแมวออกจะต้องใช้ยาขัดที่มีลักษณะคล้ายกับ
ยาขัดสีของพวกอู่สีเขาแต่ต้องมีเนื้อละเอียดมากกว่าจะได้ไม่เกิดรอยใหม่ขึ้นมาแทนที่ของเดิม
ครีมที่ใช้นี้จะเป็นครีมสูตรเดียวกับของวงการเครื่องประดับที่เขาใช้ขัดรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ออก

เมื่อสำรวจตรวจหารอยจนครบแล้ว หากต้องการจะขัดออกก็ให้ใช้ครีมชนิดนี้พร้อมกับผ้าสำลี (ใช้งานดีที่สุด)
มาขัดเบา ๆ ตามแนวของรอยขีดนั้น ๆ ไม่ต้องออกแรงมากมายเหมือนซักรองเท้าผ้าใบ แล้วเราก็จะเห็นว่า
รอยขีดข่วนเล็ก ๆ เหลือน้อยลงหรือหายไปเลย ลบรอยกันแล้วก็มาถึงการขัดสีด้วยครีมขั้นตอนแรกกัน
ครีมที่ใช้จะเป็นแบบที่ผสมด้วย น้ำมันคาร์นูบาเพื่อใช้สำหรับขัดทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรก
และคราบสนิมรวมทั้งคราบเขม่าจากท่อไอเสีย (รถบางรุ่นจะโดนเขม่าจากท่อไอเสียเป็นปกติจากโรงงานเลย)
วิธีการขัดให้ใช้ฟองน้ำหรือผ้าแตะน้ำยาเล็กน้อยทาในลักษณะวน ๆ ให้เป็นก้นหอยให้ทั่วทั้งคัน
ครบทุกส่วนที่เป็นสีก็พอดีกับจุดที่เราเริ่มทายาขัดแห้งใช้การได้พอดีแล้ว


ขั้นตอนนี้ยากที่สุด
เนื่องจากการขัดสีรอบนี้จะต้องออกแรงมากพอสมควร เพื่อปรับสภาพพื้นผิวให้เรียบขึ้น
และยังต้องกำจัดเอาเศษคราบสกปรกที่ฝังติดแน่นออกให้หมด (เจ้าเศษสิ่งสกปรกที่ติดมานั้น ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก
เศษน้ำมันปนกับเขม่าควันและฝุ่นละอองในทุกแห่งที่รถของเราผ่านไปนั้นเอง ซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงเสียด้วย)
และในทันทีที่ออกแรงขัดออกหมดแล้วก็จะเห็นว่าสีของรถคุณเริ่มขึ้นเงาและผิวสีจะลื่นขึ้นจนสังเกตได้


ด่านสาม อุดและเคลือบ
หวังว่าคงยังไม่เหนื่อยกันนัก มาเริ่มต้นขั้นตอนต่อไปเลยดีกว่า หลังจากที่เราจัดการกับรอยขนแมวและ
คราบสิ่งสกปรกบนพื้นผิวเสร็จไปอีกหนึ่งขั้นตอนแล้ว ถึงตรงนี้ถ้าหากปล่อยเอาไว้อย่างนั้นไม่ลงมือขั้นต่อไปก็จะ
เท่ากับเราได้ขัดสีรถแล้วปล่อยเอาไว้เฉย ๆ เมื่อนำรถออกไปใช้งาน บรรดาสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในบรรยากาศก็จะ
เข้ามาเกาะติดกับสีรถได้อีก ดังนั้นเพื่อให้การขัดสีครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจะต้องขัดด้วยครีมหรือขึ้ผึ้งเคลือบสีอีกรอบหนึ่ง


ในขั้นตอนการเคลือบสีนี้
เราสามารถจะเลือกใช้ได้ทั้งแบบครีมและขึ้ผิ้ง เนื่องจากทั้งสองชนิดทำจากเรซิ่นที่มีความหนืดสูง และมีความไวต่อ
อากาศ พร้อมด้วยส่วนประกอบของสารเทฟล่อน สุดท้ายก็จะเป็นสารสำหรับชักเงาทำให้การขัดสีง่ายขึ้น

เราสามารถแยกคุณสมบัติต่าง ๆ ของสารที่เติมเข้าไปมาได้คร่าว ๆ ดังนี้
เรซิ่นพิเศษที่ผสมอยู่นี้จะยึดติดกับผิวสี ช่วยอุดลบร่องรอยขีดข่วนเล็กๆ ทำให้สีรถดูเรียบ เป็นเงา
และกลายเป็นผิวเคลือบที่เป็นเงาใส ๆ เพิ่มความเงางามให้กับสีรถได้อีกส่วนหนึ่ง
และสารเทฟล่อนจะทำหน้าที่ช่วยให้เกิดความลื่น เคลือบสีให้เกิดความคงทนยิ่งขึ้น
รวมทั้งช่วยป้องกันสีรถจากการกัดกร่อนของพวกกรดหรือด่างในน้ำในขี้นกในยางไม่ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
จุดเด่นอีกประการหนึ่ง คือ สามารถป้องกันรังสี UV อันเป็นตัวการทำลายสีรถให้ซีดจางได้ด้วย

กรรมวิธีการขัดให้ทำเช่นเดียวกับที่ลงมือไปเมื่อรอบที่แล้วคือ ใช้ฟองน้ำที่มีมาอยู่ในกล่องแตะครีมหรือขี้ผึ้งเล็กน้อย
ค่อย ๆ วน ๆ เป็นก้นหอย ทาให้ทั่วทั้งคัน จากนั้นจึงใช้ผ้าสำลีสะอาด ๆ มาเช็ดออกอีกทีหนึ่ง
งานรอบนี้จะเบาแรงขึ้นพอสมควรที่เยวเพราะเศษสิ่งสกปรกถูกกำจัดออกไปแล้วครั้งหนึ่ง


ขั้นตอนสุดท้าย
งานขัดเคลือบสีในขั้นตอนสุดท้ายนี้จะเป็นการเคลือบเงาปิดท้ายอีกชั้นหนึ่งเพราะขึ้นผิ้งตัวสุดท้ายนี้จะมีคุณสมบัติ
ในการป้องกันผิวสีให้มีความคงทน เงางามเป็นประกาย
และยังช่วยป้องกันรังสี UV จากแสงแดดไม่ให้ทำอันตรายต่อสีรถได้อีกระดับหนึ่งที่เหนือไปกว่าขั้นที่แล้ว

กระบวนการขัดครีมขั้นสุดท้ายนี้ จะเป็นขั้นตอนที่เบาแรงขึ้นอีกหน่อย เพราะขี้ผึ้งตัวนี้เราจะใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ค่อยๆ ขัดเบาๆ เป็นก้นหอยให้ทั่ว แล้วเช็ดออกด้วยผ้าสำลีสะอาด ๆ เพียงเท่านี้สีรถก็จะกลับมาเงาวับในทันที

ขอเตือนเอาไว้สักหน่อยว่า การทำงานทั้งหมดนี้จะต้องปฏิบัติในร่มในเงาของหลังคาเท่านั้น
หากไปเล่นขัดสีกันกลางแสงแดดจะทำให้ยาขัดแห้งไม่เท่ากัน และเห็นผล (ร้าย)ได้ตอนที่เมื่อเช็ดออกแล้ว
สีจะเงาไม่เสมอกัน นอกจานั้นยังทำให้ระยะเวลาที่น้ำยาจะทำปฏิกิริยากับผิวสีมีน้อยลงซึ่งเป็นเรื่องสำคัญพอสมควร
เราสามารถทำเมื่อไรก็ได้ตามต้องการ แต่การขัดและเคลือบสีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องทำทุกครั้งที่ล้างก็ได้
เพราะเมื่อขัดและเคลือบครั้งหนึ่งแล้วจะมีอายุยืนยาวไปได้ถึงประมาณ 6 เดือน

ที่มา :หนังสือ Do It Yourself

อ่านต่อ..

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

กรองแอร์นั้นสำคัญอย่างไร

หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่ารถรุ่นใหม่ เดี๋ยวนี้เค้ามีกรองแอร์แล้ว
บางท่านทราบแล้วแต่อาจคิดว่าไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ ก็รถเราใช้มาตั้งหลายปีแล้ว
ไม่เห็นมันจะเป็นไรเลย แล้วตกลงมันยังไงกันล่ะเนี่ย
 


โดยปกติแล้ว ระบบแอร์ในรถยนต์จะทำงานโดยให้พัดลม (Blower) เป่าอากาศไปที่คอยล์เย็น (Evaporator)
แล้วลมจะเป็นตัวนำพาความเย็นจากคอยล์แอร์ มายังผู้โดยสาร
(บางระบบจะให้พัดลมดูดความเย็นแล้วเป่าไปที่ผู้โดยสาร) เมื่อใช้ไปนานๆ ฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น
เกสรดอกไม้ เส้นผม ขนสัตว์ เศษใบไม้ ใบหญ้า จะเข้าไปติดอยู่ที่คอยล์เย็น เกิดผลให้

1. ลมที่พัดมายังผู้โดยสารเบา แอร์ไม่เย็น ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ เร่งความเย็นมากขึ้น
เป็นผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น

2. สิ่งสกปรก และเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ตรงคอยล์เย็น เล็ดลอดมายังผู้โดยสาร
ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ คัดจมูก ในบางคน

3. เมื่อสิ่งสกปรกเหล่านั้นไปเกาะคอยล์เย็นมากๆ บางครั้งเกาะจนแข็ง ตอนใช้งานปกติก็ไม่เป็นอะไร
แต่เมื่อถึงเวลาไปล้างแอร์ ปรากฎว่าคอยล์เย็นรั่ว (ประมาณ 30-40% และขึ้นอยู่กับความสกปรกของตู้แอร์)
เนื่องจากสิ่งสกปรกเหล่านี้ ได้ไปกัดกร่อนแผงคอยล์เย็นทำให้เกิดรูรั่วโดยที่ฝุ่นเหล่านั้นอุดรูรั่วอยู่
แต่หลังล้างแอร์สิ่งสกปรกที่อุดรูรั่วเหล่านั้นถูกล้างออกไป คอยล์เย็นรั่ว ทำให้แอร์ไม่เย็น
 


ดังนั้น วิศวกรยานยนต์จึงได้คิดค้น Air Filter เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นเกาะคอยล์เย็น
โดยออกแบบตู้แอร์ ให้ใส่ Filter ได้ เพื่อให้ Air Filter กรองสิ่งสกปรก ก่อนที่จะเข้าไปถึงคอยล์เย็น

 

ประโยชน์ที่ได้ จากการติดตั้ง Air Filter

สามารถกรองฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ และเชื้อราในอากาศซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้

ช่วยยืดอายุการใช้งานของคอยล์เย็นไม่ทำให้แอร์ตันจากฝุ่น ยืดระยะเวลาการล้างตู้แอร์

ช่วยยืดอายุการใช้งานของคอมเพรสเซอร์แอร์ เนื่องจากตู้แอร์ไม่มีฝุ่น
จึงสามารถทำความเย็นได้เร็วขึ้น เป็นผลให้คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานน้อยลง

ลดปัญหาเสียงดังอี๊ดอ๊าดจากการถอดเข้า-ออก ของคอลโซลเพื่อล้างตู้แอร์ในรถ
(รื้อออกมาล้าง ประกอบใหม่ อาจหลวม ไม่แน่นเหมือนเดิม)

ทำให้เบาะและคอลโซลในรถยนต์ไม่หมองเร็ว เพราะฝุ่นละอองในอากาศ

ขอบคุณ คุณ bank_evolution LCC
ที่มา http://www.wish-club.net

อ่านต่อ..

การแก้ปัญหาพวงมาลัยดึง

การแก้ปัญหาพวงมาลัยดึง


การที่เราขับรถแล้วพบว่ามีอาการดึงไปข้างใดข้างหนึ่งทำให้ต้องคอยหักพวงมาลัยขืนเอาไว้
ตัวปัญหา มีด้วยกันหลายจุด ต้องพิจารณากันให้ดี

เกิดเพราะยาง
เกิน 50% ที่อาการดึงของรถมีสาเหตุมาจากยาง เช่น แรงดันลมอาจจะต่ำไป
ก่อนจะไปพิจารณาที่อื่นควรทดลองวัดแรงดันลมยางเป็นอย่างแรก หากมีปัญหาลมยางอ่อน
ก็จัดการเติมให้ได้ตามที่ผู้ผลิตกำหนด แต่ถ้าลมยางถูกต้องหรือเติมไปเรียบร้อยแล้วแต่อาการ
ดึงยังคงมีอยู่ หากยางที่ใช้เป็นยางใหม่และก่อนหน้าจะไปเปลี่ยนยางก็ไม่เคยมีอาการดึงแบบนี้
มาก่อนแสดงว่า ตัวปัญหาอยู่ที่ยางชุดใหม่ โดยอาจจะเกิดจากขั้นตอนการผลิตที่มีการวางเส้น
เข็มขัดรัดหน้ายางไม่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง อย่างที่เรียกว่า Off Center Belt
เวลายางกลิ้งไปบนถนนจะทำให้เกิดแรงกระแทกทางด้านข้าง (Side Force) เอาชนะแรง
ที่ทำให้ยางกลิ้งในทางตรง (Roll Straight Ahead) การทดลองให้รู้คือ
สลับยางหน้าทั้ง 2 เส้น ถ้าอาการดึงเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม ชัวร์ว่ายางเป็นเหตุได้เลย
หากไม่สามารถเปลี่ยนยางเส้นใหม่ได้ก็ต้องลองสลับเอายางจากล้อหลังมาใช้แทน
อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการพวงมาลัยดึง เป็นเรื่องของการใช้ยางเก่าหรือยางกลางเก่ากลาง
ใหม่ ยางที่มีการสึกของดอกยางมากน้อยต่างกันแต่กลับนำมาใช้ร่วมกัน
การใช้ยางผิดประเภทหรือการใช้ยางต่างขนาด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการดึงเช่นกัน


ช่วงล่างมีปัญหา
หลังการทดลองสลับยางแล้วพบว่าอาการดึงของพวงมาลัยยังไม่เปลี่ยนแปลง
หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เคยดึงไปทางด้านไหนก็ยังคงดึงไปทางเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนใจ
แสดงว่างานนี้ยางไม่เกี่ยวก็ต้องพิจารณาที่จุดอื่น เช่น อาจเกิดจากศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง
โดยแม้จะคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้รถเกิดอาการดึงไปด้านใดด้านหนึ่งได้
โอกาสที่ศูนย์ล้อจะเกิดการผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปนั้นมีได้มาก อย่างเช่น ถ้ายางมีการสึกหรอมาก
แต่ค่อนข้างสม่ำเสมอที่ขอบหน้ายางด้านใดด้านหนึ่ง จะมีผลทำให้มุมแค็มเบอร์ผิดไป
และจะเกิดอาการดึงมากขึ้นยามขับบนถนนต่างระดับหรือพวกถนนหลังเต่า
แต่หากขอบหน้ายางด้านใดด้านหนึ่งสึกเป็นจุด เป็นชั้นหรือสึกไม่เรียบ ปัญหาก็เหมือนกับว่า
ระบบช่วงล่างหลวมหรือตัวรองรับน้ำหนักทรุดทำให้มุมแค็มเบอร์เปลี่ยนไปเป็นจังหวะๆ
ขณะที่รถวิ่งพวกคอยล์สปริงหรือแหนบที่นิ่มล้าหรือทรุดตัวแล้วจะเป็นสาเหตุสำคัญที่มีผลทำให้
ชุดแค็มเบอร์เปลี่ยนแปลง รถที่ใช้ระบบรองรับน้ำหนักเป็นคอยล์สปริง เราสามารถทดสอบและ
ตรวจเช็คว่ามันล้าหรือทรุดตัวหรือยังได้หลายทาง เช่น จากการสังเกตเวลาเลี้ยวโค้งเร็ว ๆ
จะพบว่าตัวรถมีอาการเอียงตัวมากกว่าปกติ หรือตรวจสอบความสูงของตัวรถเมื่อพบว่าความสูง
ทางด้านหน้ากับด้านหลังตลอดจนด้านซ้ายกับด้านขวามีความสูงแตกต่างกันเกินกว่า 13 มม.
หรือ ½ นิ้ว ก็แสดงว่าสปริงล้าหรือทรุดตัวแล้ว สำหรับรถที่ใช้ระบบรองรับน้ำหนักเป็นแหนบ
ต้องตรวจสภาพแหนบว่ายังอยู่ดีหรือไม่แหนบหักหรือเปล่า
พวกน็อตสาแหรกยึดตับแหนบมีรายการ หลุดหลวม คลายตัวหรือไม่
พวกหูแหนบหรือโตงเตงแหนบมีการชำรุดหรือไม่ พวกที่ใช้ระบบรองรับน้ำหนักแบบทอร์ชั่นบาร์
เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็มีอาการล้าและทรุดตัวได้เช่นเดียวกัน
และบางทีด้านซ้ายกับด้านขวาจะทรุดไม่เท่ากัน จากการรับน้ำหนัก จะแตกต่างกัน
หากนั่งคนเดียวบ่อยๆด้านขวามักจะทรุดมากกว่า แต่ระบบรองรับน้ำหนักแบบทอร์ชั่นบาร์นี้ดี
อยู่อย่างคือ สามารถปรับตั้งระดับความสูงได้ จึงควรตรวจเช็คระดับความสูงของรถให้เท่ากัน


ลูกปืนและลูกหมาก
เป็นอีกจุดที่สามารถสร้างปัญหาให้รถเกิดอาการดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง
ควรตรวจสภาพของลูกปืนล้อและลูกหมากหากทำเองไม่ได้ก็ควรนำรถไปหาช่าง
การตรวจสอบลูกหมากนี้สามารถทำต่อเนื่องจากการตรวจสอบลูกปืนล้อได้เลย

ยังมีอีกหลายจุดที่ทำให้เกิดปัญหาพวงมาลัยหันไม่ตรงกับทิศทางที่เราขับรถไป
ต้องเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง อาทิ มุมแคสเตอร์มีปัญหา
เนื่องจากมุมแคสเตอร์จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการดึงของล้อหลังจากที่ได้หักเลี้ยวไปแล้ว
หากมีปัญหาก็จะมีผลกับน้ำหนักของพวงมาลัย การตอบสนองของพวงมาลัย การเลี้ยว
รวมทั้งยังมีผลกับการทรงตัวของรถยามเบรก และประสิทธิภาพในการหยุดรถอีกด้วย
แต่ถ้าเหยียบเบรกเพื่อชะลอหรือหยุดรถแล้วพบว่าพวงมาลัย ถูกดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง
แบบนี้แสดงว่าตัวการเกิดขึ้นจากระบบเบรกซึ่งก็ต้องพึ่งพาให้ช่างเขาจัดการให้เช่นกัน

ข้อมูล : นิตยสารยานยนต์



อ่านต่อ..

การใช้รถยนต์ “ป้ายแดง” อย่างถูกวิธี

การใช้รถยนต์ ป้ายแดงอย่างถูกวิธี


แม้เทคโนโลยีด้านโลหะวิทยาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เครื่องยนต์ในยุคปัจจุบันมีความทนทานมากขึ้น
แต่ก็ไม่ควรละเลยการรัน-อิน อย่างถูกวิธี เพราะมีผลต่ออายุการใช้งานของรถในระยะยาว

รถยนต์ใหม่ทุกคันต้องมีระยะ รัน-อิน หมายถึง การใช้งานในระยะแรกอย่างถูกวิธี
เพื่อให้ทุกชิ้นส่วนมีการปรับสภาพได้อย่างเหมาะสม การใช้งานแบบเต็มกำลังตั้งแต่แรก
ทำให้มีการสึกหรอสูงและรวดเร็วมาก เพราะชิ้นส่วนต่างๆยังไม่เข้าที่
เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้ลดระยะทางในการรัน-อินจากแต่ก่อนมากแล้ว


อดใจสักนิด อย่าเพิ่งลากรอบ
ระยะทาง 0-1,000 กิโลเมตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้รอบเครื่องยนต์เกิน 2,500-3,000
รอบ/นาที หรือเปลี่ยนความเร็วรอบขึ้น-ลงแบบกระทันหันโดยไม่จำเป็น
การเปลี่ยนจากเกียร์ต่ำขึ้นสู่เกียร์สูง ควรทำอย่างนิ่มนวลที่ระดับ 2,500 รอบ/นาที
แล้วถอนคลัตช์ช้าๆ ส่วนการเปลี่ยนจากเกียร์สูงลงสู่เกียร์ต่ำ เพราะต้องการใช้เกียร์สัมพันธ์กับ
ความเร็ว ไม่ควรเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ เพราะต้องการใช้เกียร์และเครื่องยนต์ช่วยเบรก
ถ้าต้องการเบรกให้เหยียบเบรกตามปกติ ในช่วง 0 - 5,000 กิโลเมตร
ไม่ควรใช้รอบเครื่องยนต์เกิน 4,000 รอบ/นาที

เมื่อถึงระยะ 1,000 กิโลเมตร ให้ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองทิ้งท้าย
เพื่อเอาเศษสกปรกที่หลุดจากชิ้นส่วนต่างๆและปะปนอยู่ในน้ำมันออก
(แม้บางศูนย์บริการจะไม่ระบุไว้ก็ตาม)


รถยนต์ป้ายแดงกับการเดินทางไกล
การเดินทางไกลกับรถยนต์ใหม่สามารถทำได้ แต่ต้องใช้เทคนิคและความระมัดระวังเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะรถยนต์ที่ยังไม่พ้นระยะรัน-อิน การเดินทางไกลกับการใช้รอบเครื่องยนต์ในรถยนต์
ใหม่ อาจมีความเข้าใจผิดในหลายกรณี โดยเฉพาะในเรื่องความเร็ว ผู้ใช้ส่วนหนึ่งคิดว่า
ในเมื่อเดินทางไกลมักใช้ความเร็วสูง แล้วจะควบคุมรอบเครื่องยนต์ได้อย่างไร
เพราะถ้าขับเร็วก็น่าจะต้องใช้รอบสูงด้วย แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

การขับด้วยรอบเครื่องยนต์ระดับปานกลาง ก็สามารถไต่ขึ้นสู่ความเร็วตามกฎหมายกำหนดได้
รถยนต์ส่วนใหญ่ในความเร็วระดับ 90-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเกียร์สูงสุดไม่ว่าจะเป็น
เกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติมักใช้รอบเครื่องยนต์ประมาณ 2,500-3,000 รอบ/นาที
เท่านั้น ซึ่งไม่สูงเกินไป การเดินทางไกลมีข้อดี คือ สามารถขับได้อย่างนุ่มนวลและควบคุม
รอบเครื่องยนต์ได้ตามต้องการ แต่ไม่ควรขับแช่ที่ความเร็วเดียวกันต่อเนื่องนานๆ
ควรเปลี่ยนแปลงความเร็วบ้าง โดยอาจสลับด้วยกาสรผ่อนความเร็วลงเล็กน้อย

สำหรับกรณีคับขัน เช่น ต้องเร่งแซงหลบหลีก ก็สามารถกดคันเร่งได้เลย
ไม่ต้องเน้นรักษารอบเครื่องยนต์มากเกินไป จนขาดความปลอดภัยหรือถูกชน


อย่าไว้ใจ.....แม้เป็นป้ายแดง
รถยนต์ส่วนใหญ่มักมีการผลิตครั้งละเป็นจำนวนมากๆ แม้มีการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด
ก็ยังอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้นเจ้าของรถป้ายแดงจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ
หมั่นตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าพบความผิดปกติจะได้เคลมก่อนหมดประกัน

ที่มา GM online



อ่านต่อ..