น่าสนใจ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลรถ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลรถ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อจะจอดรถทิ้งไว้นานๆ จะต้องทำอย่างไร

เมื่อจะจอดรถทิ้งไว้นานๆ จะต้องทำอย่างไร


เมื่อยามใด ที่เราจะต้องห่างไกลเจ้ารถสุดที่รักของเรา อาจจะเป็นเดือน เป็นปี
โดยที่ไม่มีคนดูแลให้ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง?
เพื่อให้รถคู่ใจสุดที่รักของเรายังคงสามารถกลับมาขี่ได้ดังเดิม เมื่อเราต้องการใช้งาน

วิธีปฏิบัติที่แนะนำมีดังนี้

1. ล้างรถก่อนเก็บ เหตุที่ผมแนะนำให้ล้างรถก่อนทำการดองเค็มเก็บไว้ก็เพราะว่า
เราจะได้สามารถตรวจสอบจุดที่บกพร่องตามส่วนต่างๆ ของรถได้อย่างทั่วถึง ทุกซอกทุกมุม
ซึ่งขณะที่เราล้างรถ ก็ควรตรวจสอบให้ดีๆ และควรล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง
และถ้าเป็นไปได้ ควรชะโลมน้ำมันจักรตามส่วนที่คาดว่าจะขึ้นสนิมได้ง่าย
เพื่อที่จะไม่ต้องมานั่งขัดสนิมในภายหลังให้เมื่อยตุ้ม

2. เติมน้ำมันให้เต็มถัง ก็เพราะว่า ปกติแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าบรรยากาศ
ภายนอก ซึ่งก่อให้เกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดในเกาะในถังน้ำมันได้
เราจึงควรเติมน้ำมันให้เต็มถัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหยดน้ำเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่มาแห่งสนิมได้

3. ปล่อยลมยางให้เหลือแค่ตึงๆ เพื่อรักษาโครงยางเอาไว้ และรักษาจุ๊บเติมลมอีกด้วย

4. อย่าให้ล้อแตะพื้น เพราะว่า ถ้าคุณเกิดต้องจอดรถไว้นานหลายเดือน จนถีงเป็นปีละก็
แน่นอนว่าลมยางต้องซึมออกและยางส่วนที่สัมผัสพื้นจะแบน ทำให้ยางไม่กลม เวลาวิ่งจะสั่นๆๆ
ถ้ารถใครมีขาตั้งกลาง ก็จะสะดวกหน่อย แค่หาอะไรมาค้ำยันที่ใต้ท้องรถให้ล้อหน้าลอยก็พอ
แต่ถ้ารถท่านไม่มีขาตั้งกลาง คงจะลำบากหน่อย ต้องหาอะไรมาค้ำยันให้ดีๆ ล่ะครับ
ไม่งั้น คงได้ซื้อชุดแฟริ่งใหม่ เมื่อจะนำรถมาใช้อีกต่างหาก

5. ถอดแบตเตอรี่ออก จะนำแบตไปใช้อย่างอื่น หรืออะไรก็แล้วแต่
เพราะถ้าใส่ทิ้งไว้ ไฟหมดแน่นอน

6. เช็คระดับของเหลวในเครื่องยนต์อย่าให้ขาด เช่น พวกน้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ เพื่อป้องการการเกิดสนิมในเครื่องและในหม้อน้ำ

7. อุ่นเครื่องก่อนเก็บ ควรทำการอุ่นเครื่องก่อนสั่งลาซะ 1รอบ
เพื่อที่จะให้น้ำมันเครื่องได้มีการหมุนเวียน และไปเคลือบชิ้นส่วนที่อยู่ด้านบนของเครื่อง
เช่น วาล์ว หรือแคมชาร์ฟ ฯลฯ ให้มากที่สุด

8. คลุมแต่พอดี ควรหาผ้าคลุมรถ มาคลุมไว้ แต่อย่ามิดชิดเกินไป
เพราะจะกลายเป็นที่อาศัยของบรรดาสัตว์ประหลาดทั้งหลาย เช่น พวกแมลงสาบ หนู งู ฯลฯ
ซึ่งจะมากัดกินสายไฟ และทำรถท่านเจ๊งได้

9.ไม่ควรจอดใกล้กับสถานที่เฉอะแฉะหรือใกล้กับถังขยะ
เพราะอาจมีโอกาสที่หนูจะเข้าไปทำรังได้

9. หาคนช่วยสตาร์ทเครื่อง ถ้าเป็นไปได้ ควรจะวานคนที่พอจะมีความรู้เรื่องรถบ้าง
ช่วยสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้สัก 10-15 นาที/วัน จะเป็นเรื่องที่ดีมาก
(กรณีนี้ แบตฯไม่ต้องถอดออกก็ได้)

หรือทำสัปดาห์ละครั้ง โดยติดเครื่องเดินเบาสัก 5 นาที และต่อมาก็เหยียบคันเร่ง
ให้รอบเครื่องมาอยู่ระดับ 2,000 รอบต่อนาทีอีกประมาณ 5 นาที และหากเป็นไปได้ก็
ควรให้เดินหน้าถอยหลังบ้าง เพื่อเปลี่ยนจุดสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนน แต่ถ้าจอดทิ้งไว้นานๆ
โดยที่ไม่มีใครมาช่วยดูให้เลย ก็ควรหาที่จอดที่มั่นคงและเอาแม่แรงมายกรถให้ลอย
จากนั้นก็หาขาหยั่งชนิดสามขามาหนุนรถตามจุดต่างๆให้ล้อทุกล้อลอยจากพื้น

บทความโดย KATANA
http://www.mocyc.com


อ่านต่อ..

ยางของคุณมี"เสียง"แบบไหน?

ยางของคุณมี"เสียง"แบบไหน?


ผู้ใช้รถส่วนมากจะมีความรู้สึกถึงเสียงที่เกิดขึ้นขณะขับรถแตกต่างกันออกไป
เสียงที่ท่านได้ยินนั้นจะมาจากแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ บางครั้งสามารถแยกแยะออกได้ว่า
เสียงที่เกิดขึ้นนั้นมาจากที่ใดบ้าง แต่บางครั้งเสียงก็จะปนกันจนฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงอะไรบ้าง

ที่มาของเสียงขณะขับรถโดยเฉพาะ "เสียงยาง"
เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงลักษณะและสาเหตุของการเกิดเสียงต่างได้ดียิ่งขึ้น
แต่ก่อนที่จะคุยกันเรื่องเสียงยางเราลองดูกันว่าเสียงที่เกิดขึ้นขณะขับรถนั้นมีอะไรบ้าง

ที่มาของเสียงต่าง ๆที่เกิดขึ้นขณะขับรถนั้นมาจากระบบเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ระบบเบรค ท่อไอเสีย
เสียงลมและเสียงยาง

ในการออกแบบรถรุ่นใหม่ ๆ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้พิจารณาหาทางลดเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้รถมี
ความสุนทรีย์ในการขับขี่มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ต่างก็พยายามที่จะพัฒนายางรุ่นใหม่ ๆให้มี
เสียงเกิดขึ้นขณะใช้งานน้อยที่สุด เงียบที่สุด ที่นี้เราลองมาดูกันว่าเสียงยางนั้นมีกี่ชนิดและเกิดขึ้นได้อย่างไร

1. เสียงดอกยาง (Pattern noise) ขณะยางวิ่งสัมผัสพื้นถนน
อากาศจะถูกอัดอยู่ภายในร่องดอกยางกับพื้นผิวถนน เมื่อยางวิ่งต่อไปอากาศจะขยายตัวออกจากร่องยาง
ทำให้เกิดเสียงขึ้น เสียงจะเกิดขึ้นต่อเนื่องซ้ำอยู่ตลอดเวลาด้วยความถี่คงที่ เสียงที่เกิดขึ้นนี้คือ "เสียงดอกยาง"

2. เสียงแหลม ( Squeal ) เสียงแหลมดัง "เอี๊ยด"
เกิดจากการสั่นสะเทือนของบริเวณหน้ายางที่กระทำกับผิวถนนในชั่วเวลาหนึ่ง ขณะที่ออกรถหรือหยุดรถ
อย่างกระทันหันหรือขณะเลี้ยวรถมุมแคบอย่างทันทีท้นใด
เสียงดังกล่าวเป็นตัวชี้ให้ทราบว่าผู้ขับรถได้ใช้งานจนเกินความสามารถของยางที่จะรับได้
ความสามารถในการยืดเกาะถนนจะลดลงอย่างมากและทำให้เกิดผลเสียดังนี้
ออกรถกระทันหัน ล้อหมุนฟรีดอกยางสึกหรออย่างรวดเร็วและสึกไม่เรียบ
หยุดรถกระทันหัน ล้อล๊อคตายแต่ไถลไปกับพื้นถนนหน้ายางสึกเป็นจ้ำเนื้อยางไหม้
ความฝืดระหว่างหน้ายางกับผิวถนนลดลงทำให้รถลื่นไถลเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
เลี้ยวรถมุมแคบทันทีทันใด ยางลื่นไถลออกทางด้านข้าง ทำให้ควบคุมพวงมาลัยไม่ได้
เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอีกทั้งทำให้ดอกยางสึกหรออย่างรวดเร็วและสึกไม่เรียบ

3. เสียงถนน (Road noise)
ผิวถนนในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายหลายประเภท เช่น คอนกรีตผิวเรียบ ,คอนกรีตมีร่องเล็กๆ ตามแนวขวาง ,
แอสฟัสต์ผิวเรียบ แอสฟัสต์มีหินลอย ,ทางลูกรัง ฯลฯ เวลาขับรถผ่านผิวถนนดังกล่าวก็จะเกิดเสียงต่าง ๆกัน
ออกไป สำหรับผิวถนนที่เรียบละเอียดนั้นเสียงที่เกิดจากผิวถนนอาจจะคล้ายกับเสียงดอกยาง

4. เสียงสะเทือน (Elastic vibration noise )
เสียงนี้เกิดขึ้นจากความสั่นสะเทือนของยางเมื่อวิ่งผ่านผิวถนนที่มีสภาพผิดปกติ เช่น เป็นหลุม ,แตกร้าว
หรือเนื่องจากความไม่สมดุลย์ของยาง

5. เสียงดอกยางบิดตัว (Slip noise)
เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการบิดตัวไม่สัมผัสถนนของดอกยางบางส่วนเกิดขึ้นในขณะเลี้ยวโค้ง
แต่ไม่รุนแรงถึงกับหน้ายางลื่นไถล

เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดและที่มาของเสียงแล้ว
เราลองมาดูกันว่าองค์ประกอบที่ทำให้เกิดเสียงดอกยางดังมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
โดยเราสามารถทราบระดับความดังของเสียงได้จากผลการทดสอบโดยใช้เครื่องมือตรวจวัดกราฟ
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ระดับความดังของเสียงจะเพิ่มตามความเร็วของรถ
ถ้าความเร็วของรถสูงเสียงก็จะดังตามไปด้วย ,ยางดอกบั้งจะมีระดับของเสียงสูงกว่ายางดอกละเอียด

ความดังของเสียงยางสามารถถูกทำให้ลดลงได้โดยใช้เทคนิคในการออกแบบ ดอกยางให้มีลักษณะที่ช่วยลด
ปริมาณอากาศที่ถูกอัด ขณะดอกยางสัมผัสผิวถนนหรืออีกวิธีหนึ่งก็โดยการกำจัดเสียงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องใน
ระดับความถี่เดียวกันด้วยการออกแบบขนาดของดอกยางแต่ละดอกให้ต่างกันออกไป

การออกแบบดอกยางให้มีหลายขนาดนั้น ส่วนมากจะใช้กับยางที่ต้องการให้มีระดับเสียงน้อยที่สุด เช่น
ยางรถโดยสาร ,ยางล้อหน้ารถบรรทุก,ยางปิกอัพ และยางรถเก๋ง จากความเข้าใจของผู้ใช้รถทั่วไป
ส่วนมากจะคิดว่าขนาดของดอกยางแต่ละดอกจะเท่ากัน แต่ถ้าท่านลองสังเกตุดูยางที่ท่านใช้อยู่
ท่านจะเห็นความแตกต่างของขนาดดอกยางในยางเส้นเดียวกันอย่างชัดเจน

และทุกบริษัทต่างก็ใช้เทคนิคการออกแบบดังกล่าว ผสมผสานกับเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อวิเคราะห์หาลักษณะ
การจัดวางขนาดดอกยางที่ทำให้เกิดเสียงน้อยที่สุดนำมาผลิตยางเพื่อให้ผู้ใช้พึงพอใจในคุณภาพ

ที่มา : บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด



อ่านต่อ..

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วิธีซ่อมลอยหินดีดใส่กระจกรถ

วิธีซ่อมลอยหินดีดใส่กระจกรถ
บางท่านที่ประสพปัญหาเรื่องของการถูกหินดีดใส่กระจกหน้ารถ มีตั้งแต่ขนาดสิวๆ
ไปจนถึงไข่ไก่(ใหญ่กว่านี้ไม่น่าจะรอด) ไอ้ครั้นจะเอาไปร้านซ่อมกระจกก็ไม่มีเวลา
เพื่อนที่ไปร้านมาแล้วก็บอกว่าแพงมาก พักหลังๆพอมีคนบอกว่าจะเอากระจกไปซ่อม
ก็เลยขอติดสอยห้อย ตามเค้าไปเพื่อแอบดูวิธีทำจากร้านซ่อมกระจก...
ไม่ยากเลย แต่บอกไว้ก่อนนะครับว่าซ่อมได้เฉพาะกระจกที่กระเทาะเป็นหลุมเท่านั้น
แบบร้าวยาวๆ นี่หมดสิทธิ์

ก่อนเริ่มก็ต้องมีอุปกรณ์กันก่อน
1. แอลกอฮอล์
2. คัตเตอร์
3. เทปใส
4. กาวตราช้าง
5. กระดาษทรายขัดเหล็ก (กระดาษทรายนํ้า) เบอร์ 1000-1500
6. นํ้า
7. นํ้ายาขัดสีรถยนต์ (คนละชนิดกับนํ้ายาเคลือบสีนะครับ)
8. ถ้ามีเครื่องเป่าลมก็จะดีมากใช้ที่เป่าลมทำความสะอาดกล้องถ่ายรูปก็ได้ไม่มีก็ช่างมัน

วิธีทำ
1.ใช้หัวลมเป่าเข้าไปในรูที่แตกเพื่อไล่ฝุ่นต่างๆออกไปถ้าไม่มีก็ใช้ปากเป่าก็ได้แรงๆนะ
2.ใช้แอลกอฮอลเช็ดตรงบริเวณรอยแตกเพื่อล้างคราบไขมัน ถ้ามีติดอยู่ในรอยกระจก
3.เอาผ้าเช็ดบริเวณนั้นแห้งสนิทจึงนำเทปใสมาติดกันไว้บริเวรรอบรอย
4.เอากาวตราช้างหยอดลงไปในรูที่กระเทาะโดยหยอดให้มันล้นออกมาจากรูเล็กน้อย
ถ้าดูด้านข้างจะนูนๆครับรอให้แห้งห้ามจิ้มแตะ แค่เป่า
5.พอกาวแห้งสนิท ก็ใช้คัตเตอร์ขูดเนื้อกาวตราช้างตรงบริเวรที่มันเกินที่แข็งออก
6.ใช้กระดาษทรายเบอร์ 1000 จุ่มนํ้าแล้วขัดเบริเวณรอบๆรูเบาๆอย่าให้เลยเขตเส้นของเทปตามด้วยเบอร์ 1500
ตอนขัดนี่ขอให้ปราณีตหน่อย ค่อยๆเบาๆไม่งั้นกระจก ส่วนอื่นอาจจะเป็นรอยได้ตรงนี้สำคัญมากๆอย่าหาว่าไม่เตือนนะ
7.ลอกเทปใสออก
8.นำยาขัดสีมาขัดบริเวณนั้นควรขัดให้เนื้อกระจกดูเรียบเท่ากันกับเนื้อเดิม
ยาขัดสีจะมีคุณสมบัติเหมือนกระดาษทรายเบอร์ 2000
แต่ในกรณีที่ไม่มีทั้งกระดาษทรายและยาขัดสีก็ไม่ต้องขัดเลยครับ ถ้าหยอดกาวดีๆแทบไม่ต้องขูดกาวออกด้วยซํ้า

เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ ถ้าทำถูกวิธีจริงๆ ร่องรอยที่เคยเกิด แถบจะหายไปเลย
ให้ดีก็ซื้อนํ้ายาประเภท clear view มาเคลือบกระจกอีกทีก็จะดีมากๆ ครับ
ส่วนเรื่องที่ว่ากาวจะอยู่นานขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับการซ่อม
และการใช้งานครับ ตั้งแต่ 1 อาทิตย ์ไปจนถึงครึ่งปี

ข้อมูลจาก Ramathibodi Knowledge Management
"ชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้วยตนเอง" โดยคุณ Chalk

อ่านต่อ..

วิธีป้องกันภัยในที่จอดรถ


มิจฉาชีพยุคนี้ มักพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ มาใช้กับเราได้เสมอ
โดยเฉพาะภัยในที่จอดรถซึ่งผู้หญิงอย่างเรามักตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ
ต่อไปนี้คือวิธีป้องกันภัยที่สาวๆ นักขับรถควรรู้ไว้เพื่อเซฟตัวเอง

1. อย่าจอดรถในที่เปลี่ยว ที่สลัว หรือในที่ลับตาคน เพราะจะเป็นการเอื้ออำนวยให้มิจฉาชีพลงมือได้ง่าย
ให้จอดในที่ที่คนพลุกพล่าน เช่น ใกล้ๆ ลิฟหรือบันไดเลื่อนแทนจะปลอดภัยกว่า

2.หากมีสิ่งใดผิดปกติ เช่น มีกระดาษหนังสือพิมพ์ติดอยู่ที่กระจกด้านหลัง อย่ามัวไปเสียเวลาแกะออก
เพราะคนร้ายอาจซุ่มรอจังหวะจี้หรือทำร้ายเราเพื่อชิงรถได้ ให้คุณสตาร์ทรถแล้วขับออกไปในที่ที่ปลอดภัย
หรือจอดใกล้ๆ ป้อม รปภ.แล้วค่อยแกะออกจะดีกว่า

3. ถ้าเดินกลับมาที่รถแล้วพบว่า ยางรถเกิดแบนหรือรถสตาร์ทไม่ติดขึ้นมา
อย่าโชว์พลังหญิงแกร่งลงมือซ่อมเอง ให้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่
เพื่อเป็นการป้องกันเหล่ามิจฉาชีพแอบอ้างมาทำทีช่วยเหลือเรา

4. เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้คนร้ายเข้าถึงโดยไม่รู้ตัว ไม่ควรประมาทมัวแต่เปิดท้ายรถเพื่อเก็บของเด็ดขาด
แต่ให้เข้าไปในตัวรถแล้วล็อกรถเสียก่อน จากนั้นให้วางของทั้งหลายไว้ที่เบาะหลัง
พอถึงบ้านแล้วค่อยจัดการกับของเหล่านั้นอีกทีก็ได้

5. ก่อนเดินไปถึงรถที่จอดไว้ให้สังเกตุผู้คน หรือเช่นมีคนเดินตาม มีเศษกระจกรอบๆ รถ
หรือมีกระดาษหนังสือพิมพ์แปะอยู่ที่กระจกด้านในด้านหนึ่ง เป็นต้น
หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลก็อย่าเพิ่งเข้าไปไขกุญแจรถ
แต่ให้เดินไปหาเจ้าหน้าที่หรือ รปภ.ที่อยู่ใกล้ๆ ให้มาเป็นเพื่อนซะก่อน

ที่มา สำนักข่าวไทย

อ่านต่อ..

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สลับยางอย่างถูกวิธี

รถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอแตกต่างกัน
การสลับยางนั้น มีเหตุผล เพื่อให้การสึกหรอของดอกยางในส่วนของล้อด้านหน้าและล้อด้านหลัง
มีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง
รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ (AW : ALL WHEEL TIME หรือ FULL-TIME)
หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ PART-TIME
ซึ่งรถแต่ละประเภท จะมีการสึกหรอของยางที่แตกต่างกันไป ตามการขับเคลื่อนของล้อ

รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (FRONT WHEEL DRIVE)
ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนของรถ
การสึกหรอของยางในคู่หน้าจะมีมากกว่ายางคู่หลังโดยเฉลี่ย 2-3 เท่า
ทั้งนี้เนื่องจากภาระต่าง ๆ จะตกอยู่ที่ด้านหน้าเป็นส่วนมาก
ทั้งระบบขับเคลื่อนให้ล้อเสียดสีกับพื้นถนนขับเคลื่อนไปข้างหน้า
การบังคับทิศทางการเลี้ยวก็ตกอยู่ที่ด้านหน้า รวมถึงการเบรกหยุดความเร็วรถ

หากไม่ทำการสลับยางตามกำหนดระยะเวลา ผลที่จะตามมาคือ
เรื่องของการสึกหรอของยางทั้ง 4 เส้นจะไม่เท่ากัน
และจะส่งผลไปถึงเรื่องของการผิดปรกติของศูนย์รถที่ไม่สมดุล
นอกจากนี้ การสึกหรอของยางที่ไม่เท่ากันมาก ๆ เรื่องของการเบรกดึงซ้ายหรือดึงขวาไปด้านใดด้านหนึ่ง
ก็เกิดจากสาเหตุของยางประการหนึ่งเช่นกัน
ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูง ๆ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

  การสลับยางที่ดี ควรทำการสลับยางทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร
โดยในการสลับยางครั้งแรกจะทำการสลับยางในลักษณะเปลี่ยนยางจากล้อหลังมาไว้ล้อหน้า
และเปลี่ยนจากล้อหน้าไปไว้ล้อหลัง ซึ่งในการเปลี่ยนสลับจะทำการสลับเป็นฝั่งไป คือ
ยางหน้าฝั่งซ้าย สลับกับยางหลังฝั่งซ้าย และยางหน้าฝั่งขวา สลับกับยางหลังฝั่งขวา

ที่สำคัญ หลังการสลับยางเสร็จสิ้นในทุก 10,000 กิโลเมตร ควรทำการถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ
ตรวจเช็กสภาพของผ้าเบรกว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ปรกติ ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง
ตรวจวัดระดับน้ำมันเบรกในกระปุกปั๊ม ตรวจสอบช็อกแอบซอร์เบอร์ และลูกหมาก
ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ตรวจเช็กศูนย์ล้อ
รวมถึงเรื่องของการอัดจาระบีดุมล้อ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของระบบช่วงล่าง



  หลังจากใช้งานต่อไปจนถึง 20,000 กิโลเมตร หรือครบรอบอีก 10,000 กิโลเมตร
การสลับยางครั้งนี้ จะแตกต่างจากการสลับยางใน 10,000 กิโลเมตรแรก ซึ่งวิธีการสลับยางจะเป็นลักษณะไขว้
โดยจะทำการเปลี่ยนยางล้อขวาหน้าไปไว้ล้อหลังซ้าย ล้อหลังซ้ายสลับแทนที่ยางหน้าขวา
ส่วนยางหน้าซ้ายจะเปลี่ยนสลับกับยางหลังขวา ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางครั้งนี้ สิ่งที่ต้องสังเกต คือ
ทิศของหน้ายาง หรือลูกศรบอกตำแหน่งของยางอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่
ในกรณีที่สลับยางแล้วลายดอกยางย้อนศร อันนี้ต้องให้ร้านยางทำการกลับด้านยางให้ถูกต้อง
*** หลังจากนั้นให้ทำการตรวจเช็กร่วมเช่นเดียวกับ 10,000 กิโลเมตรในทุกครั้งที่ทำการสลับยาง



  เมื่อเข้าถึง 30,000 กิโลเมตร การสลับยางจะเป็นดังเช่นการสลับยางในครั้งแรก นั่นคือ
สลับยาง ล้อหน้าซ้ายไปไว้ล้อหลังซ้าย และล้อหน้าขวาสลับยางกับล้อหลังขวา
เหตุผลที่ต้องทำการสลับยางในลักษณะเช่นนี้ เพื่อให้ยางทั้ง 4 เส้นมีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน
เนื่องจากยางทั้ง 4 เส้นมีการสลับครบทุกด้าน ซึ่งยางแต่ละล้อจะรับภาระที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่น ยางหน้าขวา นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนรถให้เลื่อนไหล
ล้อหน้าขวาจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับด้านคนขับ
ภาระที่เพิ่มขึ้น คือ เรื่องของการรับน้ำหนักคนขับพ่วงเข้าไปด้วย เป็นต้น



  เมื่อถึง 40,000 กิโลเมตร การสลับยางก็จะเป็นดังเช่น การสลับยางในช่วง 20,000 กิโลเมตร
ที่จะทำการสลับยางในลักษณะไขว้กัน โดยยางล้อหน้าขวาจะสลับกับยางล้อหลังซ้าย
ยางล้อหลังซ้ายก็เปลี่ยนสลับแทนที่ยางหน้าขวา และยางล้อหน้าซ้ายเปลี่ยนสลับกับยางล้อหลังขวา
ยางล้อหลังขวาก็เปลี่ยนไปแทนที่ยางล้อหน้าซ้าย หลังจากนั้นก็ให้ทำการตรวจเช็กหน้ายางว่าย้อนศรหรือไม่

ในกรณีที่ไม่ทราบว่าใส่ยางย้อนศรหรือไม่ วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ
ให้สังเกตที่แก้มยางในบางรุ่นจะมีลูกศรชี้บอกทิศของการใส่ยางไปด้านหน้า
และในกรณีที่ยางไม่มีลูกศรบอกทิศ ให้สังเกตที่วันเดือนปีที่ผลิตซึ่งจะบอกไว้ที่แก้มยาง
ซึ่งในยางบางยี่ห้ออาจบอกไว้เพียงสัปดาห์ที่และปีเท่านั้น
ให้ด้านตัวเลขบอกวันเดือนปีผลิตของยางหันออกด้านนอกเสมอ นั่นคือ ด้านยางที่ถูกต้อง

ที่มา นิตยสารรถวันนี้

อ่านต่อ..