จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แจ้งเหตุร้ายจากสำนักงานสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยบอกต่อขณะนี้กำลังมีการระบาดของ กลุ่มมิจฉาชีพ แกล้งทำทีมาขาย สเปรย์ปรับอากาศในรถยนต์ แต่จริงๆแล้ว สารในสเปรย์กระป๋อง นั้นคือ คลอโรฟอร์ม ที่ทำให้ท่านสลบได้ เหตุการณ์ เริ่ม จากเด็กสาววัยรุ่นท่าทางดีมาเคาะกระจกขณะรถจอดหรือรี่เข้ามาขณะท่านกำลังจะ เข้ารถบริเวณลานจอดรถ ตามที่สาธารณะทั่วไป...หากท่านไม่ระวังหรือไขกระจกรถเพื่อพูดคุยด้วย สเปรย์จะถูกฉีดเข้าในรถทันที เมื่อท่านสลบ งัวเงีย สลึมสลือไม่ได้สติ ผู้ชายอีก 2-3 คนจะเข้ามาปลดทรัพย์ หรืออาจทำอันตรายร่างกายของท่านได้เพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกท่าน ขอให้ระวังตัวในทุกย่างก้าว และไม่ประมาทด้วยความปราถนาดี และห่วงใยเสมอ สำนักงานสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกระจายต่อด้วยนะคะเ พื่อความปลอดภัย!! |
ประวัติ ส่วนตัว ข่าว บันเทิง รูป กวนๆ รูปน่ารัก แชท หา เพื่อน และเรื่อง คัน ปาก อยากคุย
น่าสนใจ
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
Chloroform:คลอโรฟอร์ม
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
อุทธาหรณ์สำหรับ..........ทะเลกรุงเทพ
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่เกิดกับเพื่อนของเพื่อนเราอีกที
เพื่อนเราโทรมาเล่า แล้วก็เอาไปเขียนลงไดอารี่ของเค้า
เราเลยขอคัดลอกมาลงให้อ่านบางส่วนที่นี่อีกทีนึง
เพื่อนเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่านค่ะ
ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เราคัดลอกมาค่ะ
คือเราได้มีโอกาสรู้จัก รุ่นพี่ที่ทำงานของพี่ xxx
พี่คนนี้เป็นคนนิสัยดีแต่เป็นคนรักการทำงานมาก และด้วยการทำงานที่ต้องบินไปมา
ไม่แน่นอนทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวมากนัก
ปีนี้ลูกชายคนเดียวของพี่เค้า คือน้องออม เพิ่งจะสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังที่หลายๆคนอยาก
เข้าในแถบชลบุรีได้ เลยขอพ่อว่า เออ...ขอไป ตปทได้ไหม
แต่เวลาของคุณพ่อก็ไม่มีเลยเชียว ตารางเต็มไปหมดเลยขอผลัดไปปีหน้าแล้วกันนะ
น้องออมก็เลยต้องอยู่บ้านช่วงปิดเทอมพร้อมกับญาติๆ เมื่อต้นเดือนเมย. ญาติๆของน้องออม
อยากไปเที่ยวทะเลกรุงเทพเลยตกลงใจมาเที่ยวที่ทะเลกรุงเทพ
และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้
วันนั้น น้องออมเล่นน้ำกับญาติๆอย่างมีความสุข
ในสวนน้ำขนาดใหญ่ที่พูดกันตรงๆว่า ไม่มีการรักษาความสะอาดเลย
คนมาตำส้มตำ มาปิ้งย่างมา สารพัดจะมาน่ะ
ด้วยความที่เป็น ดช.ร่างกายแข็งแรงร่าเริงก็เล่นโดยไม่คิดอะไร
และค่อนข้างโลดโผนจนน้องเกิดการสำลักน้ำ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ปรกติ
ที่เด็กเล่นน้ำจะสำลักน้ำ ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีจนกระทั่งคืนนั้น
น้องออมมีอาการตัวร้อน และปวดหัว จนเช้าได้มีการทานยาลดไข้ตามปรกติและเช็ดตัว
คุณแม่ได้พาน้องออมไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลภูมิพล
เพราะคิดว่าเป็นไข้ทั่วๆไป ครั้งแรกที่ไปคุณหมอตรวจไม่พบอาการอะไร
จึงให้ยาตามปรกติแล้วกลับมาบ้าน น้องออมกลับมาบ้าน
และทานข้าวทานยาและนอนหลับไปตอน 1 ทุ่ม
ก่อนนอน น้องออมบอกกับคุณแม่ว่า เดี๋ยวหายแล้วกลับบ้านเรานะแม่
( น้องออมมาเที่ยว และพักที่บ้านญาติแถวดอนเมือง)
ใครจะรู้ว่านั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่น้องออมจะหลับไปอย่างไม่มีวันกลับ
เช้าวันนั้นคุณแม่น้องออมมาปลุกตามปรกติ แต่ลูกชายที่รักกลับนอนนิ่งไม่ยอมตื่น
ไม่แม้แต่ขยับเปลือกตาอะไรเลย จึงได้นำสงโรงพยาบาลภูมิพลอีกครั้ง
และครั้งนี้พบว่าน้องออมมป่วยเป็นไข้สมองอักเสบ
หัวใจของคนเป็นแม่เจ็บปวด หัวมึนหมุนไปหมด
ญาติก็ทำอะไรไม่ถูก จึงได้โทรติดต่อคุณพ่อน้องออมซึ่งก็ติดภารกิจกว่าจะบินกลับก็อีก2 วัน
ได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้ และส่งข่าวคราวถึงรุ่นน้อง ผองเพื่อนทุกๆคน ซึ่ง 1 ในนั้นคือพี่ xxx และตัวเราด้วย
ทุกคนรุดไปเยี่ยมน้องออม ภาพที่เห็น คือเด็กชายที่เคยวิ่งเล่นร่าเริงสมวัยกลับนอนนิ่ง หน้าอกขยับขึ้นลงช้าๆ ตัวซีดขาว รอบตามีรอบดำคล้ำ
ปากแห้งแตก และมีผ้าพันไว้รอบหัว เพราะน้องออมมีอาการของสมองบวม
เนื่องจากเชื้อร้ายตัวนี้มันเข้าไปทำลาย มันเข้าไปไวมาก และกินสมองน้องไปเรื่อยๆ
สมองน้องจะบวมๆ ต้องผ่าเปิดกระโหลกเพื่อให้สมองได้ขยายตัว
แล้วใจของแม่ที่ไหนจะทานทนได้ ที่ต้องเห็นลูกที่เรารักเลี้ยงดูมา
ไม่เคยให้เจ็บปวดต้องมาโดนหมอเอามีดผ่าลงไปนหัวน้อยๆที่เคยหนุนตักนอน
หนูจะทนได้สักเท่าไร ลูกจะเจ็บมากไหม
ซ้ำร้าย ที่โรงพยาบาลยังบอกว่าเครื่องวัดความดันสมอง
ที่คอยจับเวลาดูในแต่ละชั่วโมง แต่ละวินาที ว่าสมองน้องออม กิดอะไรขึ้น
ซึ่งก็คือการจับดูนาทีชีวิตนาทีต่อนาทีนั่นเอง ของโรงพยาบาลนั้นมีแค่เครื่องเดียว
เครื่องเดียววววว....และ ถ้ามีคนป่วยเข้ามา
ก็ต้องถอดไอ้เครื่องนี้เพื่อไปเสียบคนอื่นแล้วลูกแม่ ล่ะ...จะเป็นยังงัย
เราทุกคนได้โทรติดต่อญาติๆ ที่ทำงานด้านโรงพยาบาลจนเราพบว่า (..อันนี้จำเลยนะคะ)
เครื่องมือที่ว่าเนี่ย มีที่โรงพยาบาลเด็ก เท่านั้น
โรงพยาบาลเอกชนยังต้องมาเช่าจากโรงพยาบาลเด็กไปเลย
ตอนนี้การรักษาเด็กที่โรงพยาบาลเด็กทันสมัยและดีที่สุด (ในเคสหนัก)
มากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทุกโรงเลยก็ว่าได้
แต่ไม่สามารถพาน้องย้ายไปได้เนื่องจากน้องได้ทำการผ่าสมองที่นี่แล้ว
โอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมันมากเกินไป และได้ความรู้ใหม่จากคุณหมอด้วยว่า
เด็กคนไข้ที่เป็นไข้สมองอักเสบนี่มากทีเดียวที่โรงพยาบาลเด็ก และมาจาก
ที่สวนน้ำแห่งนี้ ม่น้อยกว่า 10 ราย และเคสคล้ายกันคือ
ไปเล่นน้ำที่นี่แล้วเกิดติดเชื้อมาจากการสำลักน้ำ
จริงๆการติดเชื้อนี้เกิดได้หลายสาเหตุ แต่จากการสำลักน้ำนี่มากที่สุด
แต่ก็นะเด็กกับน้ำนี่ขาดกันไม่ได้ คุณหมอบอกว่าถ้าเลือกได้ให้เลือกสระน้ำเกลือ
เพราะจะมีความสะอาดกว่า ถึงจะไม่ 100% ก็เถอะ หากสระธรรมดา
ยิ่งสระตามโรงแรมที่พักใหญ่ๆ ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง
( พูดถึงสระใหญ่ ในสมอง xxxx พุ้งปรี๊ดถึงโรงแรมดังไฮโซเลยนะเนี่ย แอบคิดแบบชั่วๆ
ให้ลูกคนรวยๆดังๆโดนมั่งจะได้ตื่นตัวกันสักที เพราะจะเอาอะไรมาประกันว่าลูกคนมีเงินมันจะไม่มีเชื้อโรคหึ)
ต่อให้มีเครื่องบำบัดแต่มันก็น้ำเท่านั้นเอง
มันไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค ยิ่งที่ไหนกลิ่นคลอรีนเข้มๆ นี่ทำใจไว้ได้เลย
พยายามอย่าให้เด็กสำลักน้ำเป็นสำคัญ วัคซีนที่เราทุกคนไปฮีดๆกันน่ะ กันได้แค่ 50% เท่านั้น
และที่สำคัญที่สุดคือ เชื้อนี่มีในทุกที่ทุกแห่งและทุกเวลา
ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดตอนไหน จริงๆ ปะเหมาะเคราะห์ร้าย
เกิดมาจ๊ะตอนลูกเราไม่เต็มร้อย ก็เป็นแบบน้องออม
คุณแม่จึงต้องให้น้องออมอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลต่อไป
ต้องนั่งมองลูกชายตัวน้อยที่หลับใหลผ่านกระจก
ต้องคอยหวังว่าจะไม่มีใครมาแบ่งเครื่องนี้จากน้องออมไปใช้
และภาวนาว่าลูกชายจะตื่น และกลับบ้านพร้อมกับแม่คนนี้ นาทีต่อนาทีที่เฝ้าภาวนา
จากนั้นคุณพ่อของน้องออมกลับมา
คุณพ่อน้องออมเป็นผู้ชายร่างใหญ่ที่ปล่อยโฮร้องไห้แบบไม่อายใคร
ในนาทีที่รู้ว่าไม่มีอะไรสามารถช่วยลูกชายได้นอกจาก ปาฏิหาริย์
ถ้าปลดเครื่องช่วยหายใจ นั่นคือ ดวงใจดวงน้อยของพ่อก็จะจากไปไม่มีวันกลับ
งานการที่ทุ่มเททำไปไม่มีประโยชน์อะไรในตอนนี้
ทุกคนยื้อน้องออมสุดชีวิต ในทุกวีถีทางที่จะทำได้
ถ้าตายแทนได้พี่ทำไปแล้ว
คำพูดจากปากคุณพ่อคุณ แม่น้องออม
และสุดท้ายน้องก็จากไปเวลา ตีสอง
รวดเร็วมากเชื้อร้ายนี้ ใช้เวลาเพียง 5 วัน
คร่าชีวิตเด็กน้อยอายุ 10 ปี ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอยไปจากร่างอันเป็นสุดที่รัก
คุณแม่น้องออมร้องไห้ราวกับจะขาดใจ
ร้องจนเป็นลม ฟื้นขึ้นมาก็ร้องใหม่ ร้องจนแทบขาดใจ
ส่วนคุณพ่อ ไม่มีน้ำตาเพราะมันตกในไปหมดแล้ว
มันไหลตกอยู่ในใจอย่างเจ็บปวด สวมกอดร่างน้อยๆที่เคยวิ่งเล่นที่เคยพูดคุย
ที่เป็นแก้วตาดวงใจ และจูบเบาๆที่หน้าผากและบอกกับน้องออมว่า
แม่+พ่อรักหนูนะลูก.. และนั่งดูหัวใจค่อยๆลด ค่อยๆลด ไปทีละกราฟ
สิ่งที่ใจหายที่สุดคือไม่มีแม้แต่บอกลาสักคำเดียว
ไม่มีใครคิดว่าการหลับตอน 1 ทุ่มตอนนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นน้องออมหายใจ
ไม่มีลางบอกเหตุ ไม่มีอะไรเลย ....
เราได้ไปร่วมงานศพของน้องที่สัตหีบเมื่อวันพฤหัสที่ 22 เม.ย. 53 ที่ผ่านมา
บรรยากาศเศร้าสลดไปหมด เราไม่สามารถไปรดน้ำน้องได้
กลัวจะร้องไห้ แล้วจะยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ไปกันใหญ่
ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของคุณแม่น้องออม ยิ่งนาทีที่เอาใส่โลงนะ
เสียงเหมือนจะขาด ใจ............ เราได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับพี่เค้าก่อนกลับหลังสวดเสร็จ
พี่เค้าทำเอาเราน้ำตาแตกจนได้กับการที่พี่เค้าเดินไปเคาะที่โลงน้องออม แล้วบอกว่า
หนูได้กลับบ้านแล้ว ลูกจ๋า กลับบ้านเราเถอะนะลูก ... ...
หลับให้สบายนะหลานน้า....
และทุกคน.....เสียใจ จนถึงทุกวันนี้
เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสวนน้ำแห่งนี้ แต่เราไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดกับใคร
รบกวนคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่าน พี่น้องทุกๆคนช่วยกันบอกๆ ต่อกันเยอะๆ นะคะ
กุ้งหน้าตาแบบนี้ห้ามกินเด็ดขาดนะคะ..
กุ้งเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อกำจัดขยะต่างๆ ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ยิ่งน้ำสกปรกมากเท่าไร...กุ้งเหล่านี้ก็จะยิ่งเจริญเติบโตเร็วมากขึ้นเท่านั้น ปอดของมันเต็มไปด้วยพยาธินานาชนิด เนื้อของมันก็อุดมไปด้วยพิษโลหะ คงจะพวกพ่อค้าที่ไร้จริยธรรมนั่นแหละที่นำกุ้งเหล่านี้มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคจำไว้ให้ดีว่า อย่าสั่งกุ้งเหล่านี้มารับประทานอย่างเด็ดขาด และช่วยส่งต่อเรื่อง "กุ้ง Lobster เล็ก" นี้ไปให้เพื่อน ๆ ของคุณที่อาจจะอยากลองทานรับทราบด้วยนะคะ
Please be alert of this food item..it may infect your lung. Do not eat these Mini Lobsters.
These mini crustaceans are literally the garbage cleaners in the sewage treatment plants. The 'dirtier' the water, the fatter these mini lobsters become.Their lungs are full of worms and their flesh saturated with poisonous metals. Unscrupulous merchants somehow found a way to get these marketed to eateries.
Remember :Do not order this dish. Pass this to those friends who may want to try these dangerous 'Mini Lobsters'.
วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันนี้คุณเคาะรองเท้าให้คนที่คุณรักหรือยัง
ผมเพิ่งกลับจากงานศพลูกสาวเพื่อนข้างบ้านมาครับ (อายุ 4 ขวบครึ่ง) เป็นการเสียชีวิตแบบไม่ควรเกิดเลยครับ
เรื่องมีอยู่ว่า...
ตอนเช้าคุณแม่เขาก็ไปส่งลูกไปโรงเรียนตามปกติ แต่แปลกที่ว่าลูกสาวพอขึ้นรถมาสักพักก็บ่นว่า หนูง่วงนอน แม่ก็แปลกใจนิดหน่อยแต่ไม่คิดอะไรมาก เลยให้นอนหลับไป พอใกล้ถึง รร. คุณแม่เขาก็ปลุก ปรากฎว่าลูกตัวแข็ง และปากเขียวคล้ำ ไม่รู้สึกตัว แม่ตกใจมากรีบพาส่ง รพ. คุณหมอบอกว่าเสียชีวิตแล้วจากการสันนิษฐานน่าจะเกิดจาก "งูกัด" คุณแม่บอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเดินออกบ้านมาด้วยกัน ขึ้นรถก็ไม่เห็นงูเลย เชื่อไหมครับ คุณหมอลองถอดถุงเท้าและรองเท้าดู ผมฟังยังขนลุกเลยครับ "ลูกงูเห่านอนตายอยู่ในรองเท้านักเรียนครับ" ผมเสียใจแทนคุณแม่จริงๆครับ คาดว่ามันคงไปขดอยู่ในรองเท้าแล้วน้องเขาใส่เขาไป มันเลยฉก แต่ด้วยความที่มีถุงเท้าอยู่ แล้วเด็กคงเจ็บไม่มาก เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่พิษมันมากครับ ผมอยากฝากเพื่อนๆไว้ครับ บ้านใครที่ ต้น ไม้เยอะๆ หรือวางรองเท้าไว้นอกบ้าน ก่อนใส่เคาะดูสักนิดนะครับผมไม่รู้ว่า โอ กาสแบบนี้จะเกิด 1 ใน 100 หรือเปล่า แต่อยากเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ครับ
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ปล่อย ลมยาง .ระวัง! ไว้ด้วย
กรุณาสละเวลาสัก 2-3 นาที เพื่ออ่านข้อความต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องน่ากลัวและอาจเกิดขึ้นกับเราบางคนได้ ซึ่งดูแล้วก็เหมือนสิ่งดี ๆ ที่คนทำให้แก่กันนั้นสามารถบิดเบือนไปได้เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องหักมุมของการลักพาตัวของผู้ที่รอดตัวมาได้อย่างชาญ ฉลาดเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้า แจกใบปลิวให้กับสตรีทุกคนที่ผ่านเข้าไปข้อความบนใบปลิวนั้นเธอเขียนขึ้นเองโดยเล่าประสบการณ์ที่เธอได้รับเพื่อจะ เตือนสตรีคนอื่น ๆเมื่อวันก่อนหญิงผู้นี้ซื้อของเสร็จก็กลับออกไปที่รถและพบว่ายางรถของเธอแบน เธอจึงเอาแม่แรงออกมาจากท้ายรถและเริ่มลงมือเปลี่ยนยางขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวดีท่าทางเป็นนักธุรกิจ ถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงมาที่เธอและพูดว่า “ ผมสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเปลี่ยนยางรถอยู่ จะให้ผมช่วยไหม ? ” หญิงคนนั้นรู้สึกของคุณมากและยอมรับความช่วยเหลือ ขณะเปลี่ยนยางเขาก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตรเมื่อเปลี่ยนยางเสร็จก็เก็บยางที่แบนและแม่แรงไว้ท้ายรถ หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเขาอย่างมากมาย และขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นว่าเขาทิ้งรถของเขาไว้อีก ด้านหนึ่งของห้างและจะรังเกียจไหมถ้าขออาศัยติดรถไปที่เขาจอดรถไว้ เธอก็นึกฉงนขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามว่าแล้วทำไมรถของคุณถึงได้อยู่อีกด้านหนึ่งของห้าง เขาก็อธิบายว่าเขาพบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานานมากแล้วคนหนึ่งในห้าง พวกเขาก็เลยไปหาอะไรทาน พูดคุยกันสักครู่ ตอนออกมาจากห้างก็ออกผิดทางและตอนนี้เขาก็สายมากแล้ว ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่อยากจะปฏิเสธเพราะเขาเพิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธอเปลี่ยนยางรถ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจ (ออกจะเชื่อความรู้สึกของตนเอง) แล้วเธอก็จำได้ว่าเห็นชายคนนั้นเอากระเป๋าเอกสารของเขาใส่ไว้ท้ายรถของเธอ ก่อนจะปิดท้ายรถและก่อนที่จะขอติดรถไปที่รถของเขา ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงบอกเขาว่าเธอยินดีที่จะขับพาเขาไปเอารถแต่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเธอลืม ซื้อของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอบอกว่าเธอจะใช้เวลา 2-3 นาทีเท่านั้นเอง และขอให้เขานั่งคอยเธอในรถก่อน เธอจะรีบไปรีบมาแล้วเธอก็รีบเข้าไปในห้างและเล่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟังถึง เรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่รปภ.ก็ออกมาที่รถกับเธอแต่ชายคนนั้นไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงเปิดท้ายรถดู เอากระเป๋าเอกสารที่ล็อคอยู่ของชายคนนั้นไปที่สถานีตำรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดดูโดยตั้งใจจะดูว่าเป็นของใครจะได้ติดตามคืนได้ถูก สิ่งที่พบในกระเป๋าคือเชือก เทปกาว และมีดและเมื่อตำรวจตรวจสอบยางที่แบนก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากมันถูกปล่อยลม ออกให้แบน นี่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของชายผู้นั้นอย่างชัดเจนและเขาได้คิดวางแผนไว้ล่วง หน้า หญิงคนนี้โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นอันตรายมาได้ ลองมาคิดดูว่ามันจะเลวร้ายกว่านั้นขนาดไหนถ้าหญิงคนนั้นมีลูก ๆ มาด้วยและต้องนั่งคอยอยู่ด้วยในรถขณะที่ชายคนนั้นเปลี่ยนยาง หรือถ้าหญิงคนนั้นมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องจับให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้เด็กในรถได้โปรดกรุณาส่ง ต่อข้อความนี้ไปให้ผู้หญิงทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านอาจจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ แสงเทียนจะไม่มีวันริบหรี่ถ้าจุดเพิ่มอีกเล่ม ทีแรกข้าพเจ้าว่าจะส่งให้เฉพาะสุภาพสตรี แต่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายถ้าท่านรักแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว เครือญาติที่เป็นผู้หญิงของท่าน กรุณาส่งข้อความนี้ต่อเช่นกัน เพื่อช่วยกันเตือนว่าโลกที่เราอยู่นี้มีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อยู่ มาก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
รถที่มีสัญญาณกันขโมย : ต้องอ่านน่ะ เป็นเรื่องที่ควรรู้เป็นอย่างยิ่งจ้า
วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553
เอาตัวรอดจากแผ่นดินไหว กฏสามเหลียมชีวิต
'สามเหลี่ยมชีวิต' วิธีรอดตายจากแผ่นดินไหว
[IMAGE]
FROM DOUG COPP'S ARTICLE ON THE 'TRIANGLE OF LIFE'
จากบทความของดัก คอบบ์ เรื่อง'สามเหลี่ยมชีวิต'
Edited for MAA Safety Committee brief
เรียบเรียงสำหรับการสรุปให้คณะกรรมการด้านความปลอดภัย MAA
My name is Doug Copp. I am the Rescue Chief and Disaster Manager of the
American Rescue Team International (ARTI), the world's most experienced
rescue team. The information in this article will save lives in an
earthquake.
ผมชื่อ ดัก คอบบ์ ผมเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยและผู้จัดการด้านพิบัติภัยของทีมกู้ภัยนานาชาติแห่งสหรัฐฯ ซึ่ง
เป็นทีมกู้ภัยที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก ข้อมูลในบทความนี้จะช่วยชีวิตคนในกรณีแผ่นดินไหว
I have crawled inside 875 collapsed buildings, worked with rescue teams
from 60 countries, founded rescue teams in several countries, and one of
the United Nations experts in Disaster Mitigation for two years. I have
worked at every major disaster in the world since 1985.
ผมเคยคลานเข้าไปในตึกที่ถล่มมา 875 ตึก เคยทำงานกับหน่วยกู้ภัยจาก 60 ประเทศ ก่อตั้งหน่วยกู้ภัย
ในหลายประเทศ และเป็นเหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพผู้คนกรณีเกิดพิบัติภัยขององค์การ
สหประชาชาติมา 2 ปี ผมได้ทำงานกับพิบัติภัยใหญ่ๆ ในโลกมาตั้งแต่ปี 1985
In 1996 we made a film, which proved my survival methodology to be correct.
We collapsed a school and a home with 20 mannequins inside. Ten mannequins
did 'duck and cover,' and the other ten mannequins used my 'triangle of
life' survival method. After the simulated earthquake, we crawled through
the rubble and entered the building to film and document the results. The
film showed that there would have been zero percent survival for those
doing duck and cover; and 100 percent survivability for people using my
method of the 'triangle of life.'
เมื่อปี 1996 เราได้ทำภาพยนต์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งซึ่งได้พิสูจน์ว่าวิธีการรักษาชีวิตของผมถูกต้อง เราได้
ถล่มโรงเรียนและบ้านที่มีหุ่นมนุษย์ 20 ตัวอยู่ภายใน หุ่น 10 ตัว'มุดและหาที่กำบัง' และอีกสิบตัวใช้วิธี
การรักษาชีวิตแบบ 'สามเหลี่ยมชีวิต' ของผม หลังจากแผ่นดินไหวทดลอง เราคลานผ่านซากปรักหักพัง
และเข้าไปในตึกเพื่อถ่ายภาพและเก็บข้อมูลของผลที่ เกิด ในภาพยนต์แสดงให้เห็นว่าอัตราการอยู่รอด
ของพวกที่มุดและหาที่กำบังคือศูนย์ และโอกาสรอด 100% สำหรับพวกที่ใช้วิธี 'สามเหลี่ยมชีวิต' ของผม
This film has been seen by millions of viewers on television in Turkey and
the rest of Europe, and it was seen in the USA, Canada and Latin America on
the TV program.
ภาพยนต์ชุดนี้ได้ผ่านสายตาของผู้ชมโทรทัศน์เป็น ล้านๆ คนในตุรกี และส่วนที่เหลือของยุโรป เคยออก
อากาศทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา คานาดา
และลาตินอเมริกา
The first building I ever crawled inside of was a school in Mexico City
during the 1985 earthquake. Every child was under its desk. Every child was
crushed to the thickness of their bones. They could have survived by lying
down next to their desks in the aisles.
ตึกแห่งแรกที่ผมได้คลานเข้าไปคือโรงเรียนแห่ง หนึ่งในเมืองเม็กซิโกซิตี้ในแผ่นดินไหวปี 1985 เด็กทุก
คนอยู่ใต้โต๊ะเรียน เด็กทุกคนถูกอัดแบนจนกระดูกแหลก พวกเขาอาจจะมีชีวิตรอดด้วยการนอนราบกับพื้น
ตรงบริเวณทางเดินข้างๆ โต๊ะเรียนของตัวเอง
At that time, the children were told to hide under something. Simply
stated, when buildings collapse, the weight of the ceilings falling upon
the objects or furniture inside crushes these objects, leaving a space or
void next to them. This space is what I call the 'triangle of life'. The
larger the object, the stronger, the less it will compact. The less the
object compacts, the larger the void, the greater the probability that the
person who is using this void for safety will not be injured.
ในเวลานั้น เด็กๆ ได้รับคำแนะนำให้หลบใต้อะไรบางอย่าง อธิบายอย่างง่ายๆ เมื่อตึกถล่ม น้ำหนัก
ของเพดานที่ตกลงมาบนสิ่งของหรือเครื่องเรือนที่อยู่ภายในจะทับทำลายสิ่งของเหล่านั้น เหลือที่ว่างหรือ
ช่องว่างข้างๆ มัน ที่ว่างเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า'สามเหลี่ยมชีวิต' สิ่งของชิ้นยิ่งใหญ่ ยิ่งแข็งแรง
โอกาสถูกทับอัดยิ่งน้อย โอกาสที่สิ่งของถูกทับอัดยิ่งน้อย ช่องว่างก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น
โอกาสที่คนที่อาศัยช่องว่างเหล่านั้นหลบภัยจะไม่เป็นอันตรายก็ยิ่งมาก
The next time you watch collapsed buildings, on television, count the
'triangles' you see formed. They are everywhere. It is the most common
shape.
ครั้งต่อไปที่คุณดูอาคารที่ถล่มในโทรทัศน์ ลองนับ 'สามเหลี่ยม' ที่เกิดขึ้นที่คุณเห็นดู มันทีอยู่เต็มไปหมดทุก
ที่ เป็นรูปทรงที่เห็นได้มากที่สุดอยู่ทั่วไป
TEN TIPS FOR EARTHQUAKE SAFETY
สิบวิธีเพื่อความปลอดภัยยามแผ่นดินไหว
1) Almost everyone who simply 'ducks and covers' when buildings collapse
are crushed to death. People who get under objects, like desks or cars, are
crushed.
1) เกือบทุกคนที่ 'มุดและหาที่กำบัง' เมื่ออาคารถล่มถูกทับอัดจนตาย คนที่เข้าไปอยู่ใต้สิ่งของ อาทิ
โต๊ะหรือรถยนต์ถูกอัดทับ
2) Cats, dogs and babies often naturally curl up in the fetal position.
You should too in an earthquake. It is a natural safety/survival instinct.
You can survive in a smaller void. Get next to an object, next to a sofa,
next to a large bulky object that will compress slightly but leave a void
next to it.
2) แมว หมา และเด็กทารก โดยธรรมชาติมักจะขดตัวในท่าเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา คุณควรทำเช่น
กันในกรณีแผ่นดินไหว มันเป็นสัญชาติญาณเพื่อความปลอดภัย/รักษาชีวิต คุณสามารถมีชีวิตรอดในช่อง
ว่างที่เล็กกว่า ไปอยู่ข้างๆ สิ่งของ ข้างเก้าอี้โซฟา ข้างของหนักๆ ชิ้นใหญ่ๆ ที่จะบี้แบนไปบ้างแต่ยัง
เหลือที่ว่างข้างๆ มันไว้
3) Wooden buildings are the safest type of construction to be in during an
earthquake. Wood is flexible and moves with the force of the earthquake. If
the wooden building does collapse, large survival voids are created. Also,
the wooden building has less concentrated, crushing weight. Brick buildings
will break into individual bricks. Bricks will cause many injuries but less
squashed bodies than concrete slabs.
3) อาคารไม้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ภายในขณะแผ่นดินไหว ไม้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อน
ตัวตามแรงของแผ่นดินไหว ถ้าอาคารไม้จะถล่มจะเกิดช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อช่วยชีวิต และอาคารไม้
ยังมีน้ำหนักทับทำลายที่เป็นอันตรายน้อยกว่า อาคารอิฐจะแตกพังเป็นก้อนอิฐมากมาย ก้อนอิฐเหล่านี้
เป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ แต่จะทับอัดร่างกายน้อยกว่าแผ่นคอนกรีต
4) If you are in bed during the night and an earthquake occurs, simply roll
off the bed. A safe void will exist around the bed. Hotels can achieve a
much greater survival rate in earthquakes, simply by posting a sign on the
back of the door of every room telling occupants to lie down on the
floor, next to the bottom of the bed during an earthquake.
4) หากคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงตอนกลางคืนและเกิดแผ่นดินไหว เพียงกลิ้งลงจากเตียง ช่องว่างที่
ปลอดภัยจะเกิดรอบๆ เตียง โรงแรมจะสามารถเพิ่มอัตราผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวได้ โดยเพียงติด
ป้ายหลังประตูในทุกห้องพักบอกให้ผู้เข้าพักนอนราบกับพื้นข้างๆ ขาเตียงระหว่างแผ่นดินไหว
5) If an earthquake happens and you cannot easily escape by getting out the
door or window, then lie down and curl up in the fetal position next to a
sofa, or large chair.
5) หากมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นและคุณไม่สามารถหนี้ออกมาง่ายๆ ทางประตูหรือหน้าต่าง ก็ให้นอนราบและ
ขดตัวในท่าทารกในครรภ์ข้างๆ เก้าอี้โซฟาหรือเก้าอี้ตัวใหญ่ๆ
6) Almost everyone who gets under a doorway when buildings collapse is
killed. How ? If you stand under a doorway and the doorjamb falls forward
or backward you will be crushed by the ceiling above. If the doorjamb falls
sideways you will be cut in half by the doorway. In either case, you will be killed!
6) เกือบทุกคนที่อยู่ตรงช่องประตูตอนตึกถล่มไม่รอด เพราะอะไร? หากคุณยืนอยู่ตรงช่องประตูและวง
กบประตูล้มไปข้างหน้าหรือข้างหลัง คุณจะโดนเพดานด้านบนตกลงมาทับ หากวงกบประตูล้มออกด้านข้าง
คุณจะถูกตัดเป็นสองท่อนโดยช่องประตู ไม่ว่ากรณีไหน คุณไม่รอดทั้งนั้น!
7) Never go to the stairs. The stairs have a different 'moment of
frequency' (they swing separately from the main part of the building).The
stairs and remainder of the building continuously bump into each other
until structural failure of the stairs takes place. The people who get on
stairs before they fail are chopped up by the stair treads - horribly
mutilated. Even if the building doesn't collapse, stay away from the
stairs. The stairs are a likely part of the building to be damaged. Even if
the earthquake does not collapse the stairs, they may collapse later when
overloaded by fleeing people. They should always be checked for safety,
even when the rest of the building is not damaged.
7) อย่าใช้บันไดเด็ดขาด บันไดมี 'ช่วงการเคลื่อนตัว' ที่แตกต่างไป
(บันไดจะมีการแกว่งแยกจากตัวอาคาร) บันไดและส่วนที่เหลือของตัวอาคารจะชนกระแทกกันอย่างต่อเนื่อง
จนเกิดปัญหากับโครงสร้างของบันไดคนที่อยู่บนบันไดก่อนที่บันไดจะถล่มถูกตัดเป็นชิ้นโดยชั้น
บันได--ถูกแยกส่วนอย่างน่าสยดสยอง ถึงอาคารจะไม่ถล่มก็ควรอยู่ห่างบันไดไว้ บันไดเป็นส่วนของ
อาคารที่มีโอกาสถูกทำให้เสียหาย ถึงแม้แผ่นดินไหวจะไม่ได้ทำให้บันไดถล่ม มันอาจถล่มในเวลาต่อมา
เมื่อรับน้ำหนักมากเกินไปจากคนที่กำลังหนี มันควรได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยเสมอ ถึงแม้ส่วนที่
เหลือของอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายก็ตาม
8) Get near the Outer Walls Of Buildings or Outside Of Them if possible.
It is much better to be near the outside of the building rather than
the interior. The farther inside you are from the outside perimeter of the
building the greater the probability that your escape route will be blocked.
8) ไปอยู่ใกล้กำแพงด้านนอกของอาคารหรือออกจากอาคารถ้าเป็นไปได้ จะเป็นการดีกว่ามากที่จะอยู่
ใกล้ส่วนนอกของอาคารมากกว่าจะอยู่ที่ส่วนในของอาคาร คุณยิ่งอยู่ลึกเข้าไปหรือไกลจากบริเวณภาย
นอกของอาคารมากเท่าไหร่ โอกาสที่ทางหนี้ของคุณจะถูกปิดกั้นยิ่งมีมาก
9) People inside of their vehicles are crushed when the road above falls in
an earthquake and crushes their vehicles; which is exactly what happened
with the slabs between the decks of the Nimitz Freeway. The victims of the
San Franciscoearthquake all stayed inside of their vehicles. They were all
killed. They could have easily survived by getting out and sitting or lying
next to their vehicles. Everyone killed would have survived if they had
been able to get out of their cars and sit or
lie next to them. All the crushed cars had voids 3 feet high next to them,
except for the cars that had columns fall directly across them.
9) คนที่อยู่ภายในรถยนต์ถูกทับอัดเมื่อถนนด้านบนตกลงมาเพราะแผ่นดินไหวและทับรถ ของพวกเขา นี้
เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับแผ่นคอนกรีตระหว่างชั้นของถนนหลวงนิมิทซ์ ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดจากแผ่นดินไหวที่
ซานฟรานซิสโกอยู่ในรถของตัวเอง พวกเขาตายทั้งหมด พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดได้ง่ายๆ ด้วยการ
ออกจากรถและนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างๆ รถตัวเอง คนที่ตายทุกคนอาจรอดได้ถ้าพวกเขาสามารถออกจาก
รถและนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างรถตัวเอง รถที่ถูกทับอัดทุกคันมีช่องว่างสูง 3 ฟุตอยู่ข้างๆ ยกเว้นรถที่ถูกเสา
คานตกทับกลางคันรถ
10) I discovered, while crawling inside of collapsed newspaper offices and
other offices with a lot of paper, that paper does not compact. Large
voids are found surrounding stacks of paper.
10) ผมค้นพบ--ขณะที่คลานเข้าไปในซากสำนักงานหนังสือพิมพ์และสำนักงานอื่นที่มีกระดาษจำนวน
มาก--ว่ากระดาษไม่อัดตัว จะพบช่องว่างขนาดใหญ่รอบๆ กองกระดาษที่เรียงทับซ้อนกัน
Spread the word and save someone's life.
กระจายข้อมูลนี้และช่วยชีวิตคนบางคน
แก้วเคลือบยา
อายุ 40 ยังโดนได้ โอ้ (ส่งมาด้วยความห่วยใย หากเป็นการรบกวนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้)
เตือนภัยร้ายที่อาจเกิดกับคุณหรือคนใกล้ตัวคุณเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับพี่สาวของจอยเองค่ะ เธอชื่อ พี่แก้วพี่แก้วอายุ 40 ต้นๆ เป็นหญิงร่างเล็ก หน้า ตา คมคายจัดว่าสวยเลยทีเดียวค่ะ
พี่แก้วเป็นคนมีรถแต่ไม่ชอบขับรถจึงชอบใช้บริการของรถปอ.และรถตู้เป็นประจำ
ประมาณเดือน ธ.ค.2552 วันนั้นเธอไปทำธุระแถวสุทธิสาร เวลาประมาณ 17.30 น.
พี่แก้วกำลังยืนรอรถตู้เพื่อจะกลับบ้านแถวดาวคะนอง ขณะที่ยืนรอรถ มีคุณป้าคนหนึ่ง
ยื่นแก้วน้ำซึ่งบรรจุน้ำกับน้ำแข็งให้ พร้อมพูดว่า"หนูจ๋าช่วยถือแก้วให้ป้าหน่อยจ้ะ
ป้าขอหยิบของในกระเป๋าประเดี๋ยวนึง" หลังจากที่ช่วยถือแก้วให้คุณป้าเพียงไม่ถึง5นาที
ก็รู้สึกว่าตัวเองชามากๆ และไม่สามารถ บังคับตัวเองได้ แถมยังเดิน ตามคุณป้าขึ้นรถตู้
คันที่จอดรออยู่ข้างหน้าไปหน้า ตา เฉยเลย พี่แก้วรับรู้ถึงความไม่ปกติเธอพยายามต้อต้าน
กับความผิดปกติของร่างกาย มันทรมานมากๆ ด้วยความที่เธอเป็นคนฉลาดจึงแกล้งทำเป็นหลับ
เธอสังเกตว่าในรถตู้คันนั้นมีเหยื่ออีก 2 สาวซึ่งคงจะถูกหลอกมาจากที่อื่น อาการทั้ง 2 คนนั้น
หมดสติค่ะ นอกจากเหยื่อเคราะห์ร้ายแล้วยังมีป้ามหาภัยกับผู้ชายวัยกลางคน1คน เป็นคนขับ
และอีก 1 คนนั่งเคียงข้างกันอยู่หน้ารถ ระหว่างทางทั้ง 3 คนไม่มีบทสนทนาใดๆเลย
หลังจากที่พี่แก้วขึ้นรถแล้วพวกมันก็ขับรถวนอนุสาวรีย์ชัยฯอยู่ประมาณ 4 รอบ
หลังจากนั้นรถก็ขึ้นทางด่วนมุ่งตรงไปจ.ชลบุรีมันก็ขับวนไปวนมาจนไปจอดที่หน้า Lotus พัทยา
ขณะนั้นเป็นเวลา เกือบ 4 ทุ่ม พวกมันเข้าใจว่าพี่แก้วหลับอยู่ พวกมันทั้ง3 คนลงไปคุยกันข้างหน้า
ของห้างโลตัส ทิ้งเหยื่อไว้ลำพัง เมื่อพี่แก้วลืม ตาแอบดูก็พบว่าประตูแง้มอยู่นิดนึงพอจะมีทางรอดทางเดียว
แต่ต้องเสี่ยง จึงรวบรวมพลังในร่างกายทั้งหมดเลื่อนประตูกระโดดลงมาและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
วิ่งหนีมาแต่ตัวจริงๆเลยค่ะส่วนกระเป๋าสะพายซึ่งบรรจุเงินและโทรศัพท์มือถืออันตรธารหายไปโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่
ในรถตู้แล้วล่ะค่ะ พี่แก้ววิ่งไปขอความช่วยเหลือกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างพี่มอเตอร์ไซค์ก็ใจดีขี่รถพาพี่แก้ว
มาที่สถานีรถประจำทางซึ่งเ่วลานั้นเป็นเวลาที่รถทุกคันหยุดเดินรถ(ดึกมากแล้วประมาณ4-5ทุ่ม) พลันเหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนนั่งรอรถอยู่เหมือนกัน
จึงเข้าไปเล่าเหตุการณ์ให้ฟังพร้อมฝากพี่แก้วไว้
กับ ชายคนนั้น ชายคนนี้เป็นวิศวกรพอเห็นว่าคงไม่สามารถพาตัวเองและพี่แก้วกลับกรุงเทพได้เนื่อง
จาำกไม่มีรถโดยสารจริงๆ จึงโทรศัพท์หาวิศวกรรุ่นน้องให้มารับที่สถานีเพื่อไปส่งปลายทางที่บางนา
หลังจากนั้นไม่นานรถรุ่นน้องก็ขับเข้ามาจอดเทียบ วิศวกรรุ่นพี่และพี่แก้วก็ขึ้นรถไปด้วยกัน
ระหว่างทางพี่แก้วก็ใจเต้นตูมตามกลัวว่าจะหนีเสือปะจรเข้ นั่งรถไปก็ภาวนาไปให้พระคุ้มครอง
จนรถแล่นมาถึงและจอดที่แยกบางนาพี่แก้วก็เอ่ยปากขอยืมเงินวิศวกรคนนั้น(แค่เศษเหรียญ)เพื่อใช้โทรศัพท์หาสามีให้มารับ
คุณวิศวกรก็เลยให้ยืมโทรศัพท์ พร้อมเงินติดกระเป๋า
ส่วนพี่แก้วก็ขอบคุณพร้อมยื่นนามบัตร(ที่ติดมาในกระเป๋าเสื้อ)ให้เผื่อว่าจะไปเที่ยวที่สวนลิ้นจี่ที่อัมพวา และก็ลาจากกัน
ส่วนพี่แก้วไม่นานสามีก็ขับรถมารับกลับบ้าน พี่แก้วไม่สามารถฝืนร่างกายได้รีบบอกสามีให้ช่วยส่งโรงพยาบาลด่วน
เมื่อไปถึงร.พ.ก็เล่าอาการให้หมอฟัง หมอบอกว่าสมัยนี้มียาตัวใหม่ที่สามารถซึมซับเข้าสู่้ร่างกายทางผิวหนังได้ทันที
อาการจะชาไปทุกส่วนของร่างกาย ส่วนพี่แก้วที่มีอาการแย่มากเนื่องจากร่างกายทำปฏิกิริยาต่อต้านกับฤทธิ์ยา
จึงต้องนอนให้น้ำเกลือในร.พ.ถึง 3 วัน ยังโชคดีที่พี่แก้วไม่เป็นเหยื่อของพวกมันและยังได้วิศวกรช่วยชีวิตมาได้ค่ะ
ส่วนเหยื่อที่เหลือ ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรพี่แก้วบอกว่าวินาทีนั้นไม่ได้คิดถึงอะไรแล้วขอแค่เอาตัวให้รอดออกมาจากรถตู้ก่อน
ค่ะ จึงอยากเตือนภัยพี่ๆเพื่อนๆให้ช่วยส่งต่้อ mail นี้เยอะๆนะคะจากนั้นไม่นาน วิศวกรคนนั้นก็ได้ติดต่อขอไปเที่ยวที่สวนพร้อมแฟนสาว
ส่วนพี่แก้วได้ใช้ โอกาสนี้ตอบแทนบุญคุณค่ะ
ธีริศรา /จอย
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
ตำรวจเตือนมามีผู้เคราะห์ร้ายแล้ว
ลองนึกภาพดู ท่านกำลังเดินมาในลานจอดรถ เปิดประตุรถและเข้าไปในรถ ท่านล็อคประตู
แล้วสตาร์ทรถยนต์ และเข้าเกียร์ เพื่อถอยรถ ขณะนั้นท่าน มองที่กระจกส่องหลังที่อยู่หน้า
คนขับเพื่อมองทางที่จะถอย ทันใดก็เห็นว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่กลางกระจกรถด้านหลัง
ท่านก็ต้องเปลี่ยนเกียร์มาที่ตำแหน่งเพื่อจอดรถ เปิดประตู ออกจากรถเพื่อจะลงไปเอากระดาษ
ที่ติดอยู่ออกเพราะทำให้การมองเห็นไม่ดี ขณะที่เดินถึงด้านหลังของรถ
จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้กระโดดเข้าไปในรถและขับรถออกไป
เครื่องยนต์กำลังติดอยู่ (เจ้าของรถที่เป็นผู้หญิงจะมีกระเป๋าถือวางอยู่ในรถด้วย)
รถที่ออกก็จะพุ่งออกไปท่านต้องหลีก เพราะกลัวถูกชน
โปรดระวัง โจรรถยนต์ บางรายเริ่มใช้วิธีนี้แล้ว
วิธีที่ดีและปลอดภัย คือ ท่านขับรถออกเลยไปปล่อยให้กระดาษติดอยู่ที่กระจก
แบบนั้นแหละ นึกไว้เลยว่า เราโดนโจนเล่นงานแล้ว และค่อยไปเอากระดาษออกทีหลัง
หลังจากที่ออกรถ ไปจากลานจอดรถที่น่าสงสัยนั้นแล้ว
ขอให้ทุกคนส่งต่อ ไปให้ญาติมิตร โดยเฉพาะ ที่เป็นผู้หญิง กระเป๋าถือมีบัตรประชาชน
และแน่นอนถ้าตกอยู่ ในมือของมิจฉาชีพก็ไม่ค่อยดีแน่
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วิธีหนีการข่มขืน (ส่งต่อให้เพื่อนผู้หญิงเป็นประโยชน์มาก)
เพื่อประโยชน์แก่คุณผู้หญิงครับ คนชั่วมันเยอะ....
1. คนร้ายจะซุ่มรอทีเผลอคับ ที่โดนบ่อยๆคือล็อคแขนไขว้หลัง มืออุดปากแล้วกระชากหรือลากเข้าข้างทาง ถ้าเตรียมตัวมาดีก็อาจจะมีอาวุธจี้เพื่อไม่ให้เหยื่อขัดขืน แน่นอนว่าน้อยคนที่เห็นมีด ปืนแล้วจะกล้าใช้แท็คติคที่เรียนมา
2. เมื่อโดนลากเข้าข้างทาง คุณก็จะโดนต่อยท้องเพื่อให้จุกจนไม่มีแรงดิ้นและตบปากหรือต่อยหน้าเพื่อให้กลัวเจ็บหรือกึ่งๆหมดสติ จากนั้นถ้าคนร้ายหื่นแบบชาญฉลาดก็จะหาของมาอุดปากคุณไว้ ถ้าโชคร้ายคุณนุ่งกระโปรงมาอาจจะเจอ กกน.ตัวเอง ซวยแท้ๆ
3. เมื่อคนร้ายเห็นคุณไม่มีแรงดิ้น ก็จะทำการถลกส่วนล่างคุณออก โดยท่าที่นิยมคือนั่งคร่อมเอว เอาเข่ากดแขนส่วนบนคุณไว้ทำให้ไม่มีแรงมากพอจะผลักแถมยังจุกอยู่อีกตะหาก
4. จากนั้นเมื่อฐานยิงโล่งโจ้ง คนร้ายก็จะงัดจรวดออกมาเตรียมปฏิบัติการ จังหวะนี้ถ้าคุณโชคดียังมีสติอยู่ให้พยายามเซฟแรงไว้รอข้อต่อไป
5. เมื่อคนร้ายพยายามสอดใส่ ให้คุณรวบรวพลังที่มี "ขมิบ" ไว้ครับ ตะบองแข็งหรือจะสู้แรงโล่เนื้อ คนร้ายก็จะเริ่มเสียสมาธิเพราะจ้องจะลงรูอย่างเดียว ให้คุณอาศัยจังหวะนี้ซึ่งคนร้ายมักจะเผลอลืมกดแขน คว้าลูกป๋องแป๋งเลยคับ โดนลูกเดียวไม่เป็นไร อย่าตกใจปล่อยมือเพื่อกำใหม่ให้โดนสองลูก
เดี๋ยวจะหมดโอกาส จากนั้นบีบให้เต็มที่เลยคับ เอาเล็บจิกด้วยยิ่งดี ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครคิดจะฆ่าคุณในตอนนี้หรอกคับ รับรองร้องเสียงหลง ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
6. หลังจากนั้น อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดหนีคับ พิจารณาดูคนร้ายให้ดีก่อน รีบประเมินสถานภาพคนร้ายว่า ที่เราทำลงไปหยุดเขาได้ไหม ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ตายตอนโดนข่มขืนแต่จะมาตายตอนนี้ละคับ เพราะจะหนีอย่างเดียว ตัวเองก็วิ่งไม่ไหว คนร้ายก็ยังลุกขึ้นมาตามทุบหัวเอาได้ ดังนั้นหากเห็นว่าคนร้ายหมดสภาพแน่ๆและชุมชนอยู่ไม่ไกลจึงค่อยหนีคับ
7. ทีนี้ถ้าคนร้ายแค่เสียจังหวะคืออาจจะลงไปนอนงอก่องอขิงอยู่แป๊บเดียวและมีทีท่าจะลุกขึ้นมา สิ่งที่คุณต้องทำคือ รีบหาอาวุธให้เร็วที่สุดคับ ไม้ ก้อนหิน ปากกา(ใช้เสียบได้) คัตเตอร์ สเปรย์ ปืน ครกที่จะเอาไปจำนำฯลฯ ถ้าไม่มีจริงๆก็ส้นตรีนนี่แหละคับ หวดเข้าไปที่บริเวณต่อไปนี้คับ
- ที่เดิม (ไอ้นั่นแหละคับ) แต่ส่วนใหญ่จะทำไม่ได้เพราะคนร้ายมักจะกุมไว้
- หน้าแงหรือกลางแสกหน้า คนตัวโตๆ ตายเพราะส้นตรีนผู้หญิงๆมีเยอะคับ ยิ่งใส่ส้นสูงด้วย อู๊ย....
- กกหู ขมับ ทุบรัวๆเลยคับ(ไม่แนะนำท้ายทอยหรือคาง โดนยาก)
- ถ้ามีก้อนหินโตๆ ทุบกลางหน้าแข้งเลยครับ รับรองเดี้ยง ร้องสามบ้านแปดบ้าน
- ที่สุดท้าย อาจจะโหดหน่อยแต่ถ้าทำได้ เวิร์คคับ "นิ้วเท้า" โดยเฉพาะนิ้วเล็กๆตั้งแต่นิ้วกลางถึงนิ้วก้อยนี่ละคับ หินทุบผัวะเข้าไป อย่าใจอ่อนคับ เอาให้เละไปเลย ถ้าทำดีคนร้ายอาจจะเจ็บถึงสลบคับ
- จากนั้นรีบจัดเครื่องแต่งกาย คว้าสิ่งของมีค่าพาตัวเองออกไปให้ไวที่สุดคับ กรี๊ดๆกรูรอดแล้ว เจ้าข้าเอ้ย
นี่สำหรับเจอตัวต่อตัวนะคับ ถ้ามากกว่าสอง ให้แนะนำว่า "ทำใจคับ" โดนแน่ๆ หนักหรือเบาแล้วแต่บุญแต่กรรม เจ็บน้อยหน่อย เสียวเยอะหน่อย ฯลฯ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะคับ ขอบคุณคับ
กรุณาส่งต่อ....เพื่อคนที่คุณรักจะได้เอาตัวรอดจากพวกเดนสังคมพวกนี้ได้
และให้พวกมันรู้ว่าผู้หญิง....ก็สู้เป็นนะโว้ย!!!




